นางสาววิลาวัลย์ คำศรี 62121860216 02
สรุปงานครั้งที่ 1 วันที่ 4 เดือนธันวาคม พ.ศ.2563
1. ความรู้ที่ได้รับ
ได้เรียนรู้เรื่องความหมายของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ได้รู้ประเภทของเด็กที่มีความต้องการพิเศษว่าสามารถแยกออกเป็นกี่ประเภท มีอะไรบ้าง ได้เรียนรู้ความหมายของสุขภาวะและความสำคัญของสุขภาวะของเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ ได้ความหมายของเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษความรู้ของเด็กที่มีความคิดหรือมีพัฒนาการทางด้านจิตใจสังคม
2. มุมมอง ทัศนคติที่เปลี่ยนไป
ในมุมมองของดิฉันในเรื่องของความบกพร่องของเด็ก การที่เรามองว่าเด็กคนหนึ่งเกิดมีความบกพร่องทางร่างกายของเขานั้นมันจะทำให้เรารู้สึกแปลก ๆ กับเด็กคนนั้นเราจึงมองว่าเด็กที่มีการบกพร่องให้เหมือนเด็ก ๆ ทั่งไป เพราะถ้าเรามองว่าเขาบกพร่อม อาจจะทำให้เขาเกิดความไม่มั่นใจในตัวเองก็ได้ เราจึงต้องเป็นคนค่อยให้กำลังใจเขา
ทัศนคติของดิฉันก็ได้ปรับเปลี่ยนและพร้อมกับเรียนรู้ จากที่ได้เรียนรู้เพิ่มเติมของเด็กมีการบกพร่องทางร่างการทำให้ดิฉันเปลี่ยนทัศคติที่จะมองเด็กที่มีการบกพร่องว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ
สิ่งที่ได้เรียนรู้จากเนื้อหา
เด็กที่มีความต้องการพิเศษ (Children with special needs) เป็นคำที่ใช้เรียกเด็กที่มีความแตกต่างไปจากเด็กปกติในด้านร่างกายสติปัญญาอารมณ์หรือสังคมและต้องการการดูแลที่มีความเฉพาะมากขึ้นกว่าเด็กทั่วไปในภาษาไทยมีคำที่ใช้เรียกเด็กกลุ่มนี้กันอยู่หลายคำ ได้แก่ เด็กพิเศษเด็กพิการเด็กบกพร่องเด็กด้อยโอกาสเป็นต้น
บกพร่องได้ร่างกายหรือจิตใจและการมีภาวะทุพลพลภาพ
- เด็กพิเศษมี 4 ลักษณะ ดังต่อไปนี้
1.มีความผิดปกติเกิดขึ้น
2.ความผิดปกตินั้นต้องเบี่ยงเบนไปจากเด็กปกติทั่วไป
3.ความผิดแปลกนั้นจะต้องเกิดภายในตัวเด็กเอง คือ ด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ อาจจะเกิดด้านใดด้านหนึ่งหรือหลายด้าน
4.ความผิดปกติจะต้องเกิดในระดับรุนแรง
- กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ระบุประเภทของความพิการไว้ 7 ประเภท
1.ความพิการทางการเห็น
2.ความพิการทางการได้ยินหรือสื่อความหมาย
3.ความพิการทางการเคลื่อนไหวหรือทางร่างกาย
4.ความพิการทางจิตใจหรือพฤติกรรม
5.ความพิการทางสติปัญญา
6.ความพิการทางการเรียนรู้
7.ความพิการทางออทิสติก
นายแพทย์ทวีศักดิ์ สิรีรัตน์เรขา (2558) จำแนกเด็กที่มีความต้องการพิเศษออกเป็น 3 กลุ่มหลักคือเด็กที่มีความบกพร่องเด็กที่มีความสามารถพิเศษและเด็กยากจนและต้อยโอกาส
- กระทรวงศึกษาธิการ ระบุประเภทของความพิการไว้ 9 ประเภท
1.บุคคลที่มีความบกพร่องทางการเห็น
2.บุคคลที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน
3.บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
4.บุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือสุขภาพ
5.บุคคลที่มีปัญหาทางการเรียนรู้
6.บุคคลที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษา
7.บุคคลที่มีปัญหาทางพฤติกรรมหรืออารมณ์
8.บุคคลออทิสติก
9.บุคคลพิการซ้อน
สรุปได้ว่า การจัดประเภทของเด็กที่มีความพิการหรือบกพร่องมีความแตกต่างกันไปตามวัตถุประสงค์ของการให้บริการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์กำหนดไว้ 7 ประเภทในขณะที่กระทรวงศึกษาธิการจัดประเภทเด็กพิการไว้เป็น 3 ประเภทในขณะที่เด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษครอบคลุมถึงเด็กที่มีความบกพร่องเด็กที่มีความสามารถพิเศษและเด็กยากจนและด้อยโอกาสซึ่งในชุดวิชานี้การดูแลเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษจะกล่าวถึงการดูแลเด็กปฐมวัยที่มีความบกพร่องทางการได้ยินเด็กปฐมวัยที่มีความบกพร่องทางการเห็นเด็กปฐมวัยที่มีความบกพร่องทางร่างกายการเคลื่อนไหวหรือสุขภาพเด็กปฐมวัยที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาเด็กปฐมวัยที่มีความเสี่ยงต่อความบกพร่องทางการเรียนรู้เด็กปฐมวัยที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษาเด็กปฐมวัยมีปัญหาทางบพฤติกรรมหรืออารมณ์เด็กปฐมวัยที่เป็นออทิสติกและเด็กปฐมวัยที่มีความสามารถพิเศษเด็กเหล่านี้ต้องการความช่วยเหลือและการดูแลที่เฉพาะหรือเพิ่มจากเด็กปกติเพื่อช่วยให้เด็กดำรงไว้ซึ่งสุขภาวะและมีพัฒนาการที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
3. สิ่งที่ประทับใจ
ดิฉันประทับใจในเรื่องของการเรียนรู้และการฟัง ทำให้มีการแลกเปลี่ยนในห้องเรียน ได้ออกไปนำเสนองานได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในห้องเรียน เกิดการเรียนรู้ในเรื่องต่าง ๆ ว่าคนอื่นจะคิดเหมือนเราไหม หรือไม่เหมือน ในการนำเสนองานของเรา ในส่วนของเนื้อหาของเราเป็นยังไงบางเพื่อน ๆ ก็ออกความคิดเห็นในส่วนนั้น ดิฉันคิดว่าการที่การเรียนการสอนแบบนี้ทำให้มีความสุขและได้ความรู้ไปพร้อม ๆ กัน
4. สิ่งที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน
ดิฉันได้นำองค์ความรู้ใหม่ๆที่ได้รับในเรื่องของความหมายของเด็กสมาธิสั้น เด็กพิเศษไปใช้อย่างถูกต้อง จะไม่ไปตีตราเด็กโดยที่ยังไม่รู้ความหมายที่แท้จริงมุมในการมองเด็กเปลี่ยนไป การนำวิธีการสอนไปใส่ในการเรียนการตสอน มีการพาร้องเพลงก่อนเข้าสู่บทเรียนในแต่ละครึ่งจะทำให้เด็กมีสมาธิในการเรียน
1.เด็กบกพร่องทางการได้ยิน
2.เด็กบกพร่องทางการเห็น
3.เด็กบกพร่องทางร่างกาย การเคลื่อนไหวหรือสุขภาพ
สรุปงานครั้งที่ 2 วันที่ 18 เดือนธันวาคม พ.ศ.2563
1. ความรู้ที่ได้รับ
ได้เรียนรู้เรื่องความต้องการในเด็กพิเศษการดูแลเลี้ยงดูเด็กพิเศษ ได้เรียนรู้ในเรื่องการเติบโตและมีการพัฒนาการอย่างมีความสุขภาวะของเด็กพิเศษ
2. มุมมอง ทัศนคติที่เปลี่ยนไป
ในมุมมองของเด็กที่ความต้องการพิเศษได้ทราบในการเรียนดูแลการเข้ารับการบำบัดรักษากับหมอที่โรงพยาบาล เพราะนอกจากหมอที่โรงพยาบาลจะช่วยช่วยรักษาเด็กที่มีความต้องการพิเศษแล้ว มองว่าครอบครัวและสถาบันการศึกษาเป็นพลังที่สำคัญที่สุด ครอบครัวต้องมีความรู้ ความเข้าใจ และส่งเสริมพัฒนาการในทุกๆด้านให้กับเด็ก
ทัศนคติของดิฉันก็ได้ปรับเปลี่ยนและพร้อมกับเรียนรู้ จากที่ได้เรียนรู้เพิ่มเติมของเด็กมีความต้องการพิเศษต้องมีการดูแลรักษาอย่างใกล้ชิดทำให้เกิดความเห็นใจผู้ที่เป็นพ่อเป็นแม่ในการเลี้ยงในแต่ละวันกว่าจะผ่านไปได้ การเลี้ยงดูก็เกิดจากความรักของพ่อแม่จึงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก
สิ่งที่ได้เรียนรู้จากเนื้อหา
1.ครอบครัวผู้ดูแลเด็ก ซึ่งถือว่าเป็นส่วนแรกและส่วนที่สำคัญ เพราะมีอิทธิพลในการรับรู้และการเรียนรู้ของเด็ก การเลี้ยงดูจะถูกพัฒนาโดยครอบครัว
2.สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย เป็นสถานที่ให้การอบรมเลี้ยงดู มีบทบาทในการจัดประสบการณ์ตลอดจนการจัดกิจกรรมประจำวันที่ส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนให้กับเด็ก
3.สถานบริการทางด้านสุขภาพและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น มีหน้าที่ในการส่งเสริมการป้องกันโรค การบำบัดรักษา การพัฒนาศักยภาพของเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ ได้แก่
3.1 กรมสุขภาพจิต
3.2 กรมอนามัย
3.3 สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี
3.4 สถาบันราชานุกูล
4.ระบบการช่วยเหลือในระยะแรกเริ่ม ไม่ว่าเด็กจะมีความบกพร่องทางด้านใด ถ้าเราพบปัญหาได้เร็ว เราจะช่วยแก้ปัญหาช่วยเหลือเด็กได้เร็ว
5.การสนับสนุนช่วยเหลือจากชุมชน คือสภาพแวดล้อมรอบ ๆ ตัวเด็ก ไม่ว่าจะเป็นวัด หมู่บ้าน ชุมชน โดยให้ความร่วมมือในทุกระดับอย่างต่อเนื่องในการช่วยเหลือเด็กปฐมวัยที่มีความสามารถพิเศษ ให้จัดมรบริการต่าง ๆ เช่น สนานเด็กเล่น ห้องสมุด
6.สื่อเทคโนโลยี เครื่องมือและสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐาน คือมีการใช้สื่อ เทคโนโลยีให้เหมาะสมกับความต้องการและความจำเป็นของเด็ก
หลักการดูแลเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ
องค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ และองค์การอนามัยโลก (WHO&UNICEF) กำหนดหลักการดูแลเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษหรือมีความบกพร่อง ดังนี้
1.การดูแลเด็กควบคู่ไปกับครอบครัว (บ้าน/ชุมชน/โรงเรียน)
2.การส่งเสริมประสานงานระหว่างครอบครัว คือมีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์
3. การประเมินพัฒนาการและพฤติกรรมของเด็กเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง คือพบความผิดปกติได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ
4.การจัดบริการช่วยเหลือระยะแรกเริ่ม เจอความบกพร่องเร็วช่วยเหลือเด็กได้เร็ว
5.การออกแบบแผนการดูแลรายบุคคล
6.การสร้างเสริมความร่มมือของชุมชน
เป้าหมายที่สำคัญของการดูแลเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษคือการมีสุขภาวะของเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษและครอบครัวการเจริญเติบโตอย่างมีสุขภาวะเป็นสิ่งจำเป็นและมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเด็กทุกวัยโดยเฉพาะเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษที่ต้องการการดูแลที่เพิ่มขึ้นกว่าเด็กปกติเนื่องจากช่วงวัยนี้เด็กจะมีการเจริญเติบโตทางร่างกายอย่างรวดเร็วและมีการเปลี่ยนแปลงด้านพัฒนาการทางจิตใจและสังคมอย่างชัดเจนโดยเฉพาะด้านการเรียนรู้การพึ่งตนเองและการสร้างสัมพันธภาพกับบุคคลอื่นการดูแลเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษให้มีสุขภาวะมีความสำคัญทั้งต่อตัวเด็กครอบครัวและชุมชนสังคมและประเทศชาติ
3. สิ่งที่ประทับใจ
ดิฉันประทับใจในส่วนการเรียนการสอนและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อนแต่ละกลุ่ม มีความรู้สึกว่าการเรียนการสอนเป็นไปอย่างมีความสุขและได้ความรู้ไปพร้อม ๆ กันและชอบที่มีการนำเพลงมาร้องมาสอดคล้องในการสอนและเป็นเทคนิคเล็ก ๆ น้อยในการสอนเด็ก
4. สิ่งที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน
ดิฉันได้นำพัฒนาและค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเด็กที่ความต้องการพิเศษ เด็กที่มีความต้องการพิเศษในการเรียนรู้ และความต้องการพิเศษของเด็กทางด้านการพูดและภาษาให้มากขึ้น เพื่อนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันเมื่อพบเจอกับสถานการณ์จริงจะได้นำความรู้ไปใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสม
กิจกรรม
5.วิธีการปรับความคิดและการเตรียมตัวเมื่อเรามีลูกเป็นเด็กพิเศษและต้องไปทำงานทุกวันจันทร์ – ศุกร์
ยกตัวอย่างเช่น สมมุติตัวเรามีลูกชื่อ เอ็กซ์ตราเชน มีอายุ 4 ขวบ ตัวเราเป็นเพียงครูธรรมดาและสามีเป็นครูพละ สอนวันจันทร์-ศุกร์ บ้านเกิดอยู่ที่จังหวัดอุบล และลูกเราเป็นเด็กพิเศษ
1. ปรับเปลี่ยนความคิดอย่างไร
ดิฉันจะสืบค้นหรือหราข้อมูลก่อนเพื่อเป็นแนวทางในการเลี้ยงดูลูกที่เป็นเด็กพิเศษ และปรับทัศนคติของตัวเองเพื่อทำความเข้าใจในโรคเด็กพิเศษ โดยที่ตัวเองจะสามารถเลี้ยงเองได้ที่ไม่ต้องจ้างคนอื่นเลี้ยงเพราะกลัวว่าเขาจะทำอะไรที่ไม่ดีกับลูกตัวเอง ตัวเองเป็นครูปฐมวัยอยู่แล้วไม่อยากที่จะเข้าใจในตัวของเด็ก จึงสามารถเลี้ยงดูแลได้อย่างดี และเด็กพิเศษโดยทั่วไปก็สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ในบางอย่าง คงไม่อยากมากที่จะเลี้ยงดู และเราสามารถนำสิ่งที่เรียนหรือค้นหราความรู้เพิ่มเติมมาเลี้ยงดูเขา เด็กที่เป็นเด็กพิเศษนั้นเขาต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษอยู่แล้ว ครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากที่จะดูและเขา และพ่อแม่ก็สำคัญในการให้กำลังใจเด็ก
2. ต้องเตรียมตัวอย่างไร
ศึกษา ทำความรู้จักกับโรคที่ลูกเป็น เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือและส่งเสริมพัฒนาการลูก รวมทั้งมีความเข้าใจในตัวลูก การเล่นของเด็กเป็นสิ่งสำคัญในการส่งเสริมพัฒนาการของเด็ก การเรียนการสอนเราสามารถสอนเองได้เพราะเราก็เป็นครูปฐมวัย เมื่อมีเวลาว่างเราก็หากิจกรรมต่าง ๆ ทำในครอบครัวเพื่อทำให้ครอบครัวอบอุ่นขึ้นอีกด้วย และเมื่อเรามีเวลาว่างอาจจะจัดบ้านในแบบการเรียนเพื่อให้เด็กสามารถเรียนที่บ้านได้เมื่อเรามีเวลาว่าง เตรียมในเรื่องการเงินเราอาจจะต้องใช่จ้ายมากกว่าปกติ แต่สิ่งที่สำคัญคือครอบครัว ความรักและความเข้มแข็งของพ่อแม่ เพราะพัฒนาการลูกอาจมีไม่เท่าเด็กทั่วๆไป
และในสัปดาห์นี้ได้รับความรู้จากการนำเสนอของเพื่อน ดังนี้
1)ความบกพร่องทางสติปัญญา
2) ความบกพร่องทางการเรียนรู้
3.)ความบกพร่องของเด็กทางด้านการพูดและการใช้ภาษา
สรุปงานครั้งที่ 3 วันที่ 25 เดือนธันวาคม พ.ศ.2563
1. ความรู้ที่ได้รับ
ดิฉันได้เรียนรู้เรื่องความรู้เกี่ยวกับความหมายเด็กที่บกพร่องทางพฤติกรรมหรืออารมณ์ คือเด็กที่แสดงพฤติกรรมหรืออารมณ์ไม่เหมาะสม เบี่ยงเบนไปจากเด็กทั่วไป จะส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้และพฤติกรรมของเด็ก เด็กออทิสติก คือเด็กที่มรความสามารถปฏิสัมพันธ์กับผู้คนในสังคม พัฒนาการด้านภาษาด้อยกว่าผู้อื่น และเด็กปฐมวัยที่มีความสามารถพิเศษ คือเด็กที่มีความสามารถอันโดดเด่นด้านสติปัญญา การใช้ภาษา การเป็นผู้นำ ศิลปะการแสดง กีฬา มีIQ 130 ขึ้นไปจะส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้และศักยภาพในด้านต่างๆของเด็กและผู้อื่น สาเหตุจากปัจจัยด้านชีวภาพ ปัจจัยด้านจิตใจ ปัจจัยด้านสังคม และเกิดปัญหาด้านความสามารถในการเรียนรู้ ปัญหาด้านจิตใจ ปัญหาด้านสังคม
2. มุมมอง ทัศนคติที่เปลี่ยนไป
ในมุมมองของเด็กที่บกพร่องทางพฤติกรรมหรืออารมณ์ ได้ทราบในการเรียนดูแลการเข้ารับการบำบัดรักษากับหมอที่โรงพยาบาล เพราะนอกจากหมอที่โรงพยาบาลจะช่วยช่วยรักษาเด็กที่มีบกพร่องทางพฤติกรรมหรืออารมณ์แล้ว มองว่าครอบครัวและสถาบันการศึกษาเป็นพลังที่สำคัญที่สุด ครอบครัวต้องมีความรู้ ความเข้าใจ และส่งเสริมพัฒนาการในทุกๆด้านให้กับเด็ก
ทัศนคติของดิฉันก็ได้ปรับเปลี่ยนและพร้อมกับเรียนรู้ จากที่ได้เรียนรู้เพิ่มเติมของเด็กมีบกพร่องทางพฤติกรรมหรืออารมณ์ต้องมีการดูแลรักษาอย่างใกล้ชิดทำให้เกิดความเห็นใจผู้ที่เป็นพ่อเป็นแม่ในการเลี้ยงในแต่ละวันกว่าจะผ่านไปได้ การเลี้ยงดูก็เกิดจากความรักของพ่อแม่จึงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก
3. สิ่งที่ประทับใจ
ดิฉันประทับใจในส่วนการเรียนการสอนและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อนแต่ละกลุ่ม มีความรู้สึกว่าการเรียนการสอนเป็นไปอย่างมีความสุขและได้ความรู้ไปพร้อม ๆ กันและชอบที่มีการนำเพลงมาร้องมาสอดคล้องในการสอนและเป็นเทคนิคเล็ก ๆ น้อยในการสอนเด็ก
4. สิ่งที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน
ดิฉันได้นำองค์ความรู้ใหม่ๆที่ได้รับในเรื่องของความหมายบกพร่องทางพฤติกรรมหรืออารมณ์ไปใช้อย่างถูกต้อง จะไม่ไปตีตราเด็กโดยที่ยังไม่รู้ความหมายที่แท้จริงมุมในการมองเด็กเปลี่ยนไป การนำวิธีการสอนไปใส่ในการเรียนการตสอน มีการพาร้องเพลงก่อนเข้าสู่บทเรียนในแต่ละครึ่งจะทำให้เด็กมีสมาธิในการเรียน
และในสัปดาห์นี้ได้รับความรู้จากการนำเสนอของเพื่อน ดังนี้
1) เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมหรือด้านอารมณ์
2) เด็กออทิสติก
3) เด็กที่มีความสามารถพิเศษ
สรุปงานครั้งที่ 4 วันที่ 11 เดือนมกราคม พ.ศ.2564 คัดกรองเด็ก
1.ความรู้ที่ได้รับ
ได้เรียนรู้เรื่องหัวข้อการคัดกรองของความบกพร่องของเด็ก
กระทรวงศึกษาธิการ ได้กําหนดให้โรงเรียนในสังกัดมีการคัดกรองบุคคลที่มีความต้องการพิเศษ ทางการศึกษา ทั้ง 9 ประเภท ได้แก่
1) บุคคลที่มีความบกพร่องทางการเห็น
2) บุคคลที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน
3) บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
4) บุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกาย หรือการเคลื่อนไหว หรือสุขภาพ
5) บุคคลที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้
6) บุคคลที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษา
7) บุคคลที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมหรืออารมณ์
8) บุคคลออทิสติก
9) บุคคลที่มีความพิเศษ
การคัดกรองทําได้โดยการสังเกตเด็กโดยตรงจากครูประจําชั้น
และการใช้แบบคัดกรอง เมื่อคัดกรอง พบกลุ่มเสี่ยงหรือกลุ่มที่มีปัญหาแล้ว
จะส่งต่อพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยต่อไป ในขณะเดียวกันก็จะมีการ
จัดระบบการดูแลช่วยเหลือเด็กในโรงเรียนควบคู่กันไปด้วย
แบบคัดกรองที่นํามาใช้ในโรงเรียน
สามารถเลือกใช้ได้ตามความเหมาะสมของประเภทความพิการ ต้นสังกัดของสถานศึกษา
และความสะดวกของผู้ประเมิน ที่มีการนํามาใช้ในปัจจุบัน ได้แก่ แบบคัดกรอง
บุคคลที่มีความต้องการพิเศษทางการศึกษา จากสํานักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน
และแบบคัดกรองนักเรียน ที่มีภาวะสมาธิสั้น บกพร่องทางการเรียนรู้ และออทิซึม (KUS-SI
Rating Scales)
สรุปได้ว่า
ระบบการคัดกรองเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ ที่มีการดําเนินการในปัจจุบัน
มีหลายระบบแตกต่างกันไปตามบริบทที่เด็กอยู่ สามารถทําได้ตั้งแต่เด็กอยู่ในครรภ์มารดา
จนถึงช่วงที่เข้า สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ระบบการคัดกรองที่มีใช้อยู่ ได้แก่
ระบบการคัดกรองช่วงตั้งครรภ์ ระบบการคัด กรองทารกแรกคลอด
ระบบการคัดกรองพัฒนาการเด็กปฐมวัย ระบบการคัดกรองปัญหาพกติกรรมในเด็ก
และระบบการคัดกรองบุคคลที่มีความต้องการพิเศษทางการศึกษา
ตัวอย่างแบบคัดกรอง
1) แบบคัดกรองบุคคลที่มีความบกพร่องทางการเห็น
2) แบบคัดกรองบุคคลที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน
3) แบบคัดกรองบุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
4) แบบคัดกรองบุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกาย หรือการเคลื่อนไหว หรือสุขภาพ
5) แบบคัดกรองบุคคลที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้
6) แบบคัดกรองบุคคลที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษา
7) แบบคัดกรองบุคคลที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมหรืออาร
มณ์
8) แบบคัดกรองบุคคลออทิสติก
9) แบบคัดกรองบุคคลที่มีความต้องการพิเศษ
2.มุมมอง ทัศนคติที่เปลี่ยนไป
จากที่ได้เรียนรู้สังเกตได้ว่าเด็กความบกพร่องทางด้านต่างๆก็เหมือนเด็กปกติโดยทั่วไป
3.สิ่งที่ประทับใจ
ประทับใจในการเรียนออนไลน์ ทำให้เรามีเวลาว่างมากขึ้นในการหาข้อมูล ตัวเองสามารถเรียนรู้ด้วยตนเองเมื่อเจอสถานการณ์ต่างๆ
4.สิ่งที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน
บันทึกครั้งที่ 5 วันที่ 15 เดือนมกราคม พ.ศ.2564
1.ความรู้ที่ได้รับ
ได้รู็จักการตั้งคำถามในเนื้อเรื่องที่ฟังจากวิดีโอ ได้เรียนรู้การใช้ชีวิตของเด็กที่บกพร่องทางการได้ยิน ว่าไม่ได้ยินแต่เขาสามารถทำสิ่งต่าง ๆ เหมือนเด็กปกติ
2.มุมมอง ทัศนคติที่เปลี่ยนไป
3.สิ่งที่ประทับใจ
ประทับใจในการเรียนออนไลน์ ทำให้เรามีเวลาว่างมากขึ้นในการหาข้อมูล ตัวเองสามารถเรียนรู้ด้วยตนเองเมื่อเจอสถานการณ์ต่างๆ
4.สิ่งที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน
ได้เรียนรู้ว่าการเป็นครูที่สอนเด็กที่มีความต้องการพิเศษ เช่น เป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจ เพราะถึงเข้าจะมีไม่เท่าคนอื่น แต่สามารถใช่ชีวิตได้เหมือนคนอื่น ๆ
บันทึกครั้งที่ 6 วันที่ 22 เดือนมกราคม พ.ศ.2564
เรื่องการช่วยเหลือที่มีความต้องการพิเศษในระยะแรกเริ่ม
1.ความรู้ที่ได้รับ
หลักการและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
1.1 เด็กที่มีความต้องการพิเศษก่อนวัยเรียนมีพัฒนาการตามขั้นตอนเช่นเดียวกับเด็กปกติและมีศักยภาพที่จะเรียนรู้และพัฒนาได้หากได้รับการส่งเสริมที่เหมาะสมและสามารถเติบโตขึ้นเป็นสมาชิกที่มีคุณภาพของสังคมได้และไม่เป็นภาระของสังคม
1.2 เด็กพิการก่อนวัยเรียนมีความต้องการพื้นฐานเช่นเดียวกับเด็กปกติและมีสิทธิที่จะได้ดำเนินชีวิตอย่างเด็กปกติโดยสนับสนุนให้เด็กอาศัยอยู่กับครอบครัวที่ยอมรับสภาพความพิการและได้รับการช่วยเหลือให้คำแนะนำโดยเน้นการฝึกให้เด็กใช้ทักษะที่มีอยู่ในการดำรงชีวิตจริงให้มากที่สุด
1.3 ภารค้นหาและให้ความช่วยเหลือแก่เด็กพิการอย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม (0-6 ปี) จะช่วยป้องกันไม่ให้ความพิการนั้นเพิ่มมากขึ้นบรรเทาความรุนแรงของความพิการเดิมและ / หรือป้องกันการเกิดความพิการด้านอื่นที่อาจเกิดแทรกซ้อนขึ้นมาอันจะเป็นการเอื้อต่อการพัฒนาของเด็กพิการนั้น ๆ ซึ่งผลจากการให้ความช่วยเหลือดังกล่าวจะช่วยส่งเสริมให้เด็กพิการสามารถพัฒนาไปตามขั้นตอนได้อย่างราบรื่นและใกล้เคียงเด็กปกติในวัยเดียวกันมากขึ้น
1.4 สภาพความพิการบางอย่างอาจจะไม่ได้อยู่อย่างถาวรเสมอไปรวมทั้งการเกิดหรือแก้ไขความพิการให้หมดไปก็เป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและความอดทนของทุกคนที่เกี่ยวข้อง
1.5 คณะสหวิทยาการหมายถึงครูในโรงเรียนปกติและบุคคลในวิชาชีพที่เกี่ยวข้องเช่นแพทย์นักกายภาพบำบัดนักสังคมสงเคราะห์เป็นต้นรวมทั้งผู้ปกครองเด็กที่มีความต้องการพิเศษก่อนวัยเรียนให้ได้รับการพัฒนาส่งเสริมและสนับสนุนอย่างเหมาะสมกับความต้องการของเด็กแต่ละคนโดยจะต้องจัดทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลและแผนการให้บริการช่วยเหลือเฉพาะครอบครัวด้วย
1.6 ช่วงวัยต้นของชีวิตนั้นเป็นระยะที่สำคัญยิ่งของชีวิตในการเรียนรู้สิ่งต่างๆโดยเฉพาะเด็กที่มีความต้องการพิเศษการที่จะช่วยให้เรียนรู้ได้เท่าเทียมเด็กปกติคือการจัดประสบการณ์ที่ดีให้ตั้งแต่ปฐมวัยและเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดก็ควรจัดให้มีการเรียนร่วมระหว่างเด็กปกติและเด็กที่มีความต้องการพิเศษการจัดให้บริการช่วยเหลือในระยะแรกเริ่มเป็นการจัดให้บริการโดยนำทฤษฎีตั้งแต่เยาว์วัย
สรุปได้ว่าหลักการช่วยเหลือในระยะแรกเริ่มสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษจะต้องได้รับความร่วมมือและการยอมรับความคิดเห็นซึ่งกันและกันของบุคคลที่เกี่ยวข้องซึ่งดำเนินการภายใต้ความเชื่อพื้นฐาน 6 ประการคือ
1) เด็กที่มีความต้องการพิเศษมีศักยภาพที่จะเรียนรู้
2) เด็กเหล่านี้มีความต้องการพื้นฐานเช่นเดียวกับเด็กปกติ
3) การค้นหาและให้ความช่วยเหลืออย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะแรกเริ่มจะช่วยป้องกันไม่ให้ความพิการนั้นเพิ่มมากขึ้น
4) การแก้ไขความพิการเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและความอดทน
5) การจัดทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลและแผนการให้บริการช่วยเหลือเฉพาะครอบครัวและ
6) การจัดประสบการณ์ที่ดีให้ตั้งแต่เยาว์วัย
2.มุมมอง ทัศนคติที่เปลี่ยนไป
มุมมองที่เปลี่ยนไป คือ การที่เราต้องศึกษาด้วยนเองเป็นประสบการณ์ใหม่ มุมมองของการเป็นครูที่ต้องสอนเด็กที่มีความต้องการพิเศษ
ว่า ต้องีความรู้ ความเข้าใจและความสามารถ ที่ทำให้เข้าโตได้อย่างเข้มแข็งและปกติ
เป็นสิ่งที่น่าได้รับการยกย่อง
3.สิ่งที่ประทับใจ
ทำให้เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองและการทำงานยากมากขึ้น แต่ประทับใจคลิปวิดีโอทางท่ายอาจารส่งมาให้ศึกษา
เพราะได้ทั้งความรู้และความเข้าใจใหม่ๆ มากกว่าการศึกษาเอง
4.สิ่งที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน
การรับมือและการเตรียมความพร้อมที่จะเป็นคุณครูในอนาคต สามารถทำให้เรารู้ว่าเด็กตนนี้อยู่ในกลุ่มไหน มีลักษณะอาการอย่างไรเพราะบ้างคนก็มีลักษณะเหมือนคนปกติ สามาทำความเข้าใจเด็กในแต่ล่ะกลุ่ม นำไปสอนและในความรู้ผู้อื่น
ตอบคำถามความผิดปกติทางการได้ยิน(น้องคิตตี้)
ตอบคำถาม ความผิดปกติทางการได้ยิน(น้องคิตตี้)
บันทึกครั้งที่ 8 วันที่ 29 เดือนมกราคม พ.ศ.2564
เรื่อง การศึกษาเด็กพิเศษ เราคือครอบครัวเดียวกัน
1)ความรู้ที่ได้รับ
เราทุกคนคือครอบครัวเดียวกันเพราะว่าแม่ต้องก้าวเดินไปพร้อมกับพวกเราและสามารถพูดคุยร่วมกันแก้ไขปัญหาและคุณครูบอกถึงปัญหาและวิธีแก้ไขให้กับคุณพ่อคุณแม่
ได้เรียนรู้ในเรื่องการที่เราจะสอนเด็กพิเศษ ในการสอนหรือในการเรียนของเด็กแต่ละคน
มีวิธีการต่าง ๆ กันออกไป ในเด็กแต่ละคนจะมีความบกพร่องต่างกันออกไปได้การดูและเด็กแต่ละคนเป็นยังไง
เด็กที่มีความสามารถพิเศษ
เด็กกลุ่มนี้มักไม่ค่อยได้รับการดูแล
ช่วยเหลืออย่างจริงจัง เนื่องจาก เรามักคิดว่าพวกเขาเก่งแล้ว สามารถเอาตัวรอดได้
บางครั้งกลับไปเพิ่มความกดดันให้มากยิ่งขึ้น
เพราะคิดว่าพวกเขาน่าจะทำได้มากกว่าที่เป็นอยู่อีก วิธีการเรียนรู้ในแบบปกติทั่วไป
ก็ไม่ตอบสนองความต้องการในเรียนรู้ของเด็ก ทำให้เกิดความเบื่อหน่าย
ทำให้ความสามารถพิเศษที่มีอยู่ไม่ได้แสดงออกอย่างเต็มศักยภาพ
เด็กพิเศษ เริ่มได้รับความสนใจ
และการดูแลช่วยเหลืออย่างจริงจัง มาเมื่อไม่นานนี้ ทั้งๆ
ที่เด็กกลุ่มนี้มีมานานแล้วเมื่อกล่าวถึงเด็กพิเศษ
แต่ละคนก็มักมีความเข้าใจที่แตกต่างกันไป บางคนนึกถึงเด็กที่มีความสามารถพิเศษ
บางคนนึกถึงเด็กที่มีความบกพร่อง
นอกเหนือจากกระบวนการช่วยเหลือ
พัฒนา ฟื้นฟู พัฒนาการด้านต่าง ๆ
ของเด็กที่ศูนย์การศึกษาพิเศษในโรงเรียนมีหน้าที่ดูแลโดยตรงแล้ว
คุณครูขวัญดาวทราบดีว่าผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมมาจากความร่วมมือจากครอบครัวเป็นสำคัญ รร.สาธิตละอออุทิศฯ
จึงมุ่งทำงานประสานกับครอบครัวอย่างเข้มแข็ง ต่อเนื่อง มีเป้าหมายของการทำงานคือ
โรงเรียนและครอบครัวคือทีมเดียวกัน รางวัลที่เป็นรูปธรรมที่สุดคือพัฒนาการของเด็ก
2)มุมมองทัศนคติที่เปลี่ยนไป
มุมมองที่เปลี่ยนไป คือ การที่เราได้ศึกษาเองทำให้เราได้ประสบการณ์ใหม่
ๆ เพิ่มขึ้น ได้มุมมองในการเลี้ยงดูเด็กพิเศษ มุมมองขงการเป็นครูที่ต้องสอนเด็กที่มีความต้องการพิเศษ
ว่า ต้องความรู้ ความเข้าใจและความสามารถ ที่ทำให้เข้าโตได้อย่างเข้มแข็งและปกติ
เป็นสิ่งที่น่าได้รับการยกย่อง
3.สิ่งที่ประทับใจ
ประทับใจในการที่มี รร.สาธิตละอออุทิศฯ
ถือว่าได้ปิดโอกาสให้เด็กที่มีการศึกษาพอเศษได้มีโอกาสเหมือนคนอื่นๆ ครูและผู้ปกครองได้พูดคุยแก้ไขปัญหาและการให้คำปรึกษา
เพื่อที่จะพัฒนาเด็ก ๆ ตลอดจนกาที่จะช่วยการฝึกฝนพัฒนาการต่างๆ
4.สิ่งที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน
จากการเรียนในวันนี้สามารถนำไปสังเกตเด็กปฐมวัยได้ในอนาคตที่เป็นครูได้
เพื่อที่จะช่วยพัฒนาเด็กได้ทันก่อนที่จะสายไป การรับมือและการเตรียมความพร้อมที่จะเป็นคุณครูในอนาคต
สามารถทำให้เรารู้ว่าเด็กตนนี้อยู่ในกลุ่มไหน
มีลักษณะอาการอย่างไรเพราะบ้างคนก็มีลักษณะเหมือนคนปกติ สามาทำความเข้าใจเด็กในแต่ล่ะกลุ่ม
นำไปสอนและในความรู้ผู้อื่น
การจดบันทึกจากคลิป การศึกษาพิเศษ เราคือครอบครัวเดียวกัน
การบันทึกจากคลิป การศึกษาพิเศษ เราคือครอบครัวเดียวกัน



























ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น