นางสาวกฤษณา มัญจะกาเภท รหัสนักศึกษา 62121860228

 

สรุปงานครั้งที่ 1 วันที่ 4 เดือนธันวาคม พ.ศ.2563

          1)ความรู้ที่ได้รับ

          ได้รู้ความหมายของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ได้รู้ประเภทของเด็กที่มีความต้องการพิเศษว่าสามารถแยกออกเป็นกี่ประเภท มีอะไรบ้าง ได้เรียนรู้ความหมายของสุขภาวะและความสำคัญของสุขภาวะของเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ ได้แลกเปลี่ยนความรู้จากเพื่อนในห้องผ่านการนำเสนอประเภทของความพิการ และได้รู้จักการสังเกตเด็กปฐมวัยที่เราอาจมองว่าเด็กปกติว่าเด็กอาจจะมีปัญหาก็ได้

          - องค์การอนามัยโลก (WHO 1993) ให้คำกำจัดความไว้ว่า

          ความบกพร่อง คือ ความผิดปกติของโครงสร้างและการทำหน้าที่ของร่างกายหรือจิตใจหรือการสูญเสียอวัยวะใดอวัยวะหนึ่งไป

          ทุพลพลภาพ คือ การไม่สามารถกระทำกิจการในชีวิตบางอย่างตามปกติได้

          ความเสียเปรียบ คือ การเป็นผู้ด้อยโอกาสที่พึงจะได้รับจากสังคมและสิ่งแวดล้อมอันเป็นผลจากการมีความบกพร่องได้ร่างกายหรือจิตใจและการมีภาวะทุพลพลภาพ

          - เด็กพิเศษมี 4 ลักษณะ ดังต่อไปนี้

1.มีความผิดปกติเกิดขึ้น

2.ความผิดปกตินั้นต้องเบี่ยงเบนไปจากเด็กปกติทั่วไป

3.ความผิดแปลกนั้นจะต้องเกิดภายในตัวเด็กเอง คือ ด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ อาจจะเกิดด้านใดด้านหนึ่งหรือหลายด้าน

4.ความผิดปกติจะต้องเกิดในระดับรุนแรง

          - กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ระบุประเภทของความพิการไว้ 7 ประเภท

1.ความพิการทางการเห็น

2.ความพิการทางการได้ยินหรือสื่อความหมาย

3.ความพิการทางการเคลื่อนไหวหรือทางร่างกาย

4.ความพิการทางจิตใจหรือพฤติกรรม

5.ความพิการทางสติปัญญา

6.ความพิการทางการเรียนรู้

7.ความพิการทางออทิสติก

          - กระทรวงศึกษาธิการ ระบุประเภทของความพิการไว้ 9 ประเภท

1.บุคคลที่มีความบกพร่องทางการเห็น

2.บุคคลที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน

3.บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา

4.บุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือสุขภาพ

5.บุคคลที่มีปัญหาทางการเรียนรู้

6.บุคคลที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษา

7.บุคคลที่มีปัญหาทางพฤติกรรมหรืออารมณ์

8.บุคคลออทิสติก

9.บุคคลพิการซ้อน

          - เด็กที่มีความต้องการพิเศษ จำแนกเป็น 3 กลุ่มหลัก คือ เด็กที่มีความบกพร่อง เด็กที่มีความสามารถพิเศษและเด็กยากจนและด้อยโอกาส

          - ความหมายของสุขภาวะ สุขภาวะ หมายถึง ภาวะของคนที่มีความสุข ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ มีความสุขสบายและอนามัยดี

1.สุขภาวะที่สมบูรณ์ทางร่างกาย คือ การที่มีร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ

2.สุขภาวะที่สมบูรณ์ทางจิต คือ การมีจิตใจที่แจ่มใสมีความสุขไม่มีความกังวล

3.สุขภาวะที่สมบูรณ์ทางสังคม คือ การมีความสุขในการอยู่ร่วมกับครอบครัวสังคม

4.สุขภาวะที่สมบูรณ์ทางจิตวิญญาณ คือ การมีพัฒนาการทางจิตวิญญาณเข้าใจถึงสัจธรรมของชีวิต

          - องค์ประกอบของภาวะสุขภาพตามแนวคิดของไมเยอร์ ประกอบด้วย

1.ด้านจิตวิญญาณ

2.ด้านการมีทิศทางและเป้าหมาย

3.ด้านการทำงานและการใช้เวลาว่าง

4.ด้านมิตรภาพ

5.ด้านความรัก

          - ความสำคัญของสุขภาวะ มี 3 ระดับ

1.ความสำคัญในระดับบุคคล

2.ความสำคัญในระดับครอบครัว

3.ความสำคัญในระดับชุมชน สังคมและประเทศชาติ

 

   2) มุมมองทัศนคติอะไรที่เปลี่ยนไป

          จากการเรียนในชั่วโมงแรกนี้ ได้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเด็กพิเศษที่ท่องแท้ และถูกต้องจากแต่ก่อนเข้าใจว่าเด็กพิเศษหมายถึงเฉพาะเด็กที่มีปัญหา เด็กพิการ เด็กที่มีปัญหาด้านการเรียน แต่เมื่อได้เรียนในวันนี้ทำให้ทราบถึงความหมายของเด็กพิเศษมากขึ้นกว่าเดิม เด็กพิเศษนั้นรวมไปถึงเด็กที่มีความสามารถพิเศษและเด็กที่มีความสร้างสรรค์ด้วย และมีการปรับเปลี่ยนทัศนคติของการมองเด็กปฐมวัยที่ซุกซน ว่าเป็นธรรมชาติของเด็ก ทำให้เราเข้าใจเด็กปฐมวัยมากขึ้น

 

     3)ชั่วโมงนี้มีอะไรที่ประทับใจ

          ประทับใจในการสอนของอาจารย์จึงควรมองว่าเด็กที่มีความต้องการพิเศษเขาไม่ได้แย่มากขนานั้น เด็กที่มีความต้องการพิเศษยังสามารถดำเนินชีวิตได้ปกติทั่วไป มีการยกตัวอย่างเพื่อให้นักศึกษาเข้าใจในเรื่องเรียนได้ง่ายขึ้น ทำให้การเรียนในชั่วโมงนี้มีความน่าสนใจ ไม่น่าเบื่อ อาจารย์ให้ความรู้ความหมายของคำว่าเด็กสมาธิสั้นที่แท้จริง 

 

          4) มีอะไรบ้างที่นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

          การนำองค์ความรู้ใหม่ๆที่ได้รับในเรื่องของความหมายของเด็กสมาธิสั้น เด็กพิเศษไปใช้อย่างถูกต้อง จะไม่ไปตีตราเด็กโดยที่ยังไม่รู้ความหมายที่แท้จริงมุมในการมองเด็กเปลี่ยนไป เข้าใจธรรมชาติของเด็กมากขึ้น จากการเรียนในวันนี้สามารถนำไปสังเกตเด็กปฐมวัยได้ในอนาคตที่เป็นครูได้ เพื่อที่จะช่วยพัฒนาเด็กได้ทันก่อนที่จะสายไป

          และในคาบนี้ได้รับความรู้จากการนำเสนอของเพื่อนๆ ดังนี้

                                                    1.เด็กบกพร่องทางการได้ยิน


                                                    2.เด็กบกพร่องทางการเห็น

 



                                    3).เด็กบกพร่องทางร่างกาย การเคลื่อนไหวหรือสุขภาพ









สรุปงานครั้งที่ 2 วันที่ 18 เดือนธันวาคม พ.ศ.2563


          1)ความรู้ที่ได้รับ

          ได้ทราบแนวทางการดูแลเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษซึ่งประกอบด้วย พ่อแม่ผู้เลี้ยงดู ครู หน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องต่างๆ ที่ต้องช่วยกันช่วยเหลือดูแลเด็กที่มีความต้องการพิเศษให้ได้รับการดูแล ส่งเสริมพัฒนาการให้เทียบเท่ากับเด็กปกติ

1.ครอบครัวผู้ดูแลเด็ก ซึ่งถือว่าเป็นส่วนแรกและส่วนที่สำคัญ เพราะมีอิทธิพลในการรับรู้และการเรียนรู้ของเด็ก การเลี้ยงดูจะถูกพัฒนาโดยครอบครัว

2.สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย เป็นสถานที่ให้การอบรมเลี้ยงดู มีบทบาทในการจัดประสบการณ์ตลอดจนการจัดกิจกรรมประจำวันที่ส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนให้กับเด็ก

3.สถานบริการทางด้านสุขภาพและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น มีหน้าที่ในการส่งเสริมการป้องกันโรค การบำบัดรักษา การพัฒนาศักยภาพของเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ ได้แก่

          3.1 กรมสุขภาพจิต

          3.2 กรมอนามัย

          3.3 สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี

          3.4 สถาบันราชานุกูล

4.ระบบการช่วยเหลือในระยะแรกเริ่ม ไม่ว่าเด็กจะมีความบกพร่องทางด้านใด ถ้าเราพบปัญหาได้เร็ว เราจะช่วยแก้ปัญหาช่วยเหลือเด็กได้เร็ว

5.การสนับสนุนช่วยเหลือจากชุมชน คือสภาพแวดล้อมรอบ ๆ ตัวเด็ก ไม่ว่าจะเป็นวัด หมู่บ้าน ชุมชน โดยให้ความร่วมมือในทุกระดับอย่างต่อเนื่องในการช่วยเหลือเด็กปฐมวัยที่มีความสามารถพิเศษ ให้จัดมรบริการต่าง ๆ เช่น สนานเด็กเล่น ห้องสมุด

6.สื่อเทคโนโลยี เครื่องมือและสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐาน คือมีการใช้สื่อ เทคโนโลยีให้เหมาะสมกับความต้องการและความจำเป็นของเด็ก

หลักการดูแลเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ

องค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ และองค์การอนามัยโลก (WHO&UNICEF) กำหนดหลักการดูแลเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษหรือมีความบกพร่อง ดังนี้

1.การดูแลเด็กควบคู่ไปกับครอบครัว (บ้าน/ชุมชน/โรงเรียน)

2.การส่งเสริมประสานงานระหว่างครอบครัว คือมีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์

3. การประเมินพัฒนาการและพฤติกรรมของเด็กเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง คือพบความผิดปกติได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ

 4.การจัดบริการช่วยเหลือระยะแรกเริ่ม เจอความบกพร่องเร็วช่วยเหลือเด็กได้เร็ว

 5.การออกแบบแผนการดูแลรายบุคคล

6.การสร้างเสริมความร่มมือของชุมชน

       แนวทางในการดูแลเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ

1.การมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพัฒนาการเด็กปกติและพัฒนาการของลูกที่เป็นอยู่และควรประเมินพัฒนาการและพฤติกรรมของเด็กเป็นระยะให้ครบทั้ง 4 ด้าน คือ ด้านร่างการ อารมณ์ สังคมและสติปัญญา

2.การศึกษาแนวมทางการดูแลเด็กทีมีความต้องการพิเศษที่ถูกต้อง โดยศึกษาจากจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ และประยุกต์ให้เหมาะกับพฤติกรรมเด็กแต่ละราย

3.การส่งเสริมสุขภาพอนามัยที่ดีแก้เด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ คือการสร้างเสริมสุขนิสัยที่ดี เช่น สุขนิสัยการบริโภคอาหาร สุขนิสัยในการดุแลความสะอาด

4.การกระตุ้นให้เด็กที่มีความต้องการพิเศษมีพัฒนาการต่าง ๆ ทุกด้าน อย่างดูเพียงด้านใดด้านเดียว

5.การรู้จักใช้ประโยชน์จากแหล่งบริการต่าง ๆ ทางสังคม ทำให้เด็กได้รับการส่งเสริมพัฒนาการอย่างเหมาะสม

6.การเรียนรู้ผลกระทบของความบกพร่องที่มีต่อพัฒนาการของเด็ก

7.การจัดสภาพแวดล้อมให้มีความปลอดภัย

8.เลี้ยงดูเด็กด้วยความรัก ความอบอุ่น ความเข้าใจ

แนวทางในการดูแลเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษในระดับชาติ

หน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้อง

      1.กระทรวงศึกษาธิการ

      2.กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

      3.กระทรวงสาธารณสุข

      4.กระทรวงมหาดไทย

ทั้ง 4 หน่วยงานนี้ได้ร่วมกันจัดทำนโยบายและยุทธศาสตร์ กำหนดแนวทางการดูแลเด็กปฐมวัย ได้แก่

      1.ส่งเสริมและสนับสนุนการจัดบริการต่าง ๆ

      2.มีการตรวจร่างกายและประเมินพัฒนาการเพื่อค้นหาและเฝ้าระวัง

     3.สนับสนุนให้รัฐจัดบริการที่สนองความต้องการตามความจำเป็นของเด็กทุกคนโดยเฉพาะเด็กที่มีความสามรถพิเศษ

      4.ส่งเสริมให้มีระบบการประกันคุณภาพภายในและภานนอก

      5.ให้มีการแลกเปลี่ยนมีส่วนร่วมระหว่างครอบครัวและสถาบันของเด็ก

      6.ให้ภาครัฐ เอกชน ผลิตสื่อที่เหมาะสม

      7.มีการจัดบริการเสริมความรู้ ฝึกทักษะพ่อแม่ ครอบครัว

      8.สร้างแรงจูงใจสนับสนุนในมีการผลิตสื่อต่าง ๆ

      9.ดำเนินการพัฒนาบุคลากรในสถานศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัยให้เป็นมืออาชีพ

         

          2)มุมมองทัศนคติที่เปลี่ยนไป

         ได้มองเด็กพิเศษต่างไปจากเดิมและเห็นอกเห็นในผู้ที่ต้องดูแลและทำให้เราคิดว่าคนเราไม่สามารถเลือกที่จะเกิดได้และเราเลือกที่จะคิดจะทำได้

 

          3)ชั่วโมงนี้มีอะไรที่ประทับใจ

                          จากการเรียนในชั่วโมงนี้ ประทับการสอนและการบรรยายของอาจารย์ที่มีการนำเอาการเล่น การร้องเพลงเข้ามาแทรกเพื่อไม่ให้เราเพื่อและเราง่วงมากเกินไป มีการให้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น

 

          4)มีอะไรบ้างที่นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

          การสังเกตเด็ก น้องๆ หลานๆ ที่บ้านที่อาจจะมีความต้องการพิเศษ และนำความรู้ที่ได้เรียนไปช่วยพ่อแม่ผู้ปกครองของเด็กในการดูแลช่วยเหลือเด็กให้มีพัฒนาการที่เหมาะสม และหากเด็กที่มีความต้องการพิเศษเราก็สามารถนำเอาความรู้เหล่านี้ไปบอกต่อแก่ผู้ปกครองของเด็กให้สามารถช่วยเหลือเด็กได้ทันท่วงที


กิจกรรม

หากเป็นครูแล้วมีลูกที่มีความต้องการพิเศษต้องปรับความคิด ต้องทำอย่างไรเพื่อช่วยเหลือลูกเตรียมตัวอย่างไร

ยกตัวอย่างเช่น สมมุติตัวเรามีลูกชื่อ เอ็กซ์ตราเชน มีอายุ 4 ขวบ ตัวเราเป็นเพียงครูธรรมดาและสามีเป็นครูพละ สอนวันจันทร์-ศุกร์ บ้านเกิดอยู่ที่จังหวัดอุบล และลูกเราเป็นเด็กพิเศษ

 1. ปรับเปลี่ยนความคิดอย่างไร

          อันดับแรกคือต้องศึกษาทำความรู้จักกับเด็กที่มีความต้องการพิเศษก่อน  ทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคที่ลูกเป็นอยู่ เพื่อทำความเข้าใจในการดูแลลูก โดยตัวเราเองที่เป็นครูปฐมวัย เราต้องรู้วิธีการรับมือและเราต้องใส่ใจเป็นพิเศษ จึงควรมองว่าเด็กที่มีความต้องการพิเศษเขาไม่ได้แย่มากขนานั้น เด็กที่มีความต้องการพิเศษยังสามารถดำเนินชีวิตได้ปกติทั่วไป 

2. ต้องเตรียมตัวอย่างไร

          ศึกษา ทำความรู้ความเข้าใจในการหาแนวทางช่วยเหลือและส่งเสริมพัฒนาการลูก รวมทั้งมีความเข้าใจในตัวลูก รู้จักนิสัยใจคอของลูก หมั่นสังเกตพฤติกรรมของลูกอยู่เสมอ ส่งเสริมพัฒนาการให้ลูก เมื่อมีเวลาว่างให้ใช้เวลานั้นทำกิจกรรมร่วมกันในครอบครัวมากขึ้นเพื่อที่ลูกจะได้ไม่รู้สึกอ้างว้างอีกทั้งยังเป็นการสร้างสัมพันธ์อันดีภายในครอบครัว หากิจกรรมทำร่วมกัน เช่น การร้องเพลง การเล่านิทาน อีกทั้งยังหากิจกรรมที่เป็นการส่งเสริมทางด้านร่างกายการจัดกิจกรรม โดยประยุกต์ให้เหมาะสมกับลูกเรามากที่สุด

และในสัปดาห์นี้ได้รับความรู้จากการนำเสนอของเพื่อน ดังนี้

1)ความบกพร่องทางสติปัญญา 


2) ความบกพร่องทางการเรียนรู้

 

3) ความบกพร่องของเด็กทางด้านการพูดและการใช้ภาษา










สรุปงานครั้งที่ 3 วันที่ 25 เดือนธันวาคม พ.ศ.2563

          1)ความรู้ที่ได้รับ

                เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมหรืออารมณ์ คือพฤติกรรมหรืออารมณ์ที่ไม่เหมาะสมเบี่ยงเบนไปจากเด็กทั่วไป จะส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้และศักยภาพในด้านต่างๆของเด็กและผู้อื่น สาเหตุจากปัจจัยด้านชีวภาพ  ปัจจัยด้านจิตใจ ปัจจัยด้านสังคม และเกิดปัญหาด้านความสามารถในการเรียนรู้ ปัญหาด้านจิตใจ ปัญหาด้านสังคม

              เด็กออทิสติก คือ ภาวะระบบประสาททำงานซับซ้อน สาเหตุเกิดจากความผิดปกติของยีน  จะเกิดปัญหาเกี่ยวกับประสาทสัมผัส อาการชัก ปัญหาสุขภาพจิต

          2)มุมมองทัศนคติที่เปลี่ยนไป

          อาการของเด็กที่มีความต้องการพิเศษแต่ละประเภทนั้นมีอาการอย่างไร ซึ่งในบางประเภทอาจจะไม่แสดงอาการเหมือนที่เราเคยเข้าใจ เมื่อได้อ่านจากข้อมูลที่เพื่อนส่งให้ทำให้เราเช้าใจ และรู้จักการสังเกตอาการของเด็กที่มีความต้องการพิเศษดีขึ้นกว่าเดิม

          3)ชั่วโมงนี้มีอะไรที่ประทับใจ

         เนื่องจากสถานการณ์ตอนนี้ทำให้ไม่ได้มีการเรียนการสอนในห้องเรียน จึงทำให้เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองและการทำงานยากมากขึ้น แต่ประทับใจการทำงานของเพื่อนๆในกลุ่ม และการทำงานในห้อง

          4)มีอะไรบ้างที่จะนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน

          การนำองค์ความรู้ใหม่ๆที่ได้รับจาการนำเสนอของเพื่อนไปใช้อย่างถูกต้อง และสามารถนำไปใช้ในการเรียนการสอน การแก้ปัญหา การส่งเสริมต่างๆให้กับเด็กได้ในอนาคต

และในสัปดาห์นี้ได้รับความรู้จากการนำเสนอของเพื่อน ดังนี้

1)     เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมหรือด้านอารมณ์


2)     เด็กออทิสติก


3)     เด็กที่มีความสามารถพิเศษ




สรุปงานครั้งที่ 4 วันที่ 8 เดือนมกราคม พ.ศ.2564

        1)ความรู้ที่ได้รับ

          1.วิธีการสังเกตเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน

          เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยินคือเด็กที่ไม่สามารถได้ยินได้เทียบเท่ากับบุคคลที่มีความสามารถในการได้ยินปกติที่สามารถรับฟังเสียงด้วยหูทั้ง 2 ข้างตั้งแต่ระดับ 25 เดซิเบลขึ้นไปซึ่งจะถือว่าเป็นบุคคลที่สูญเสียการได้ยินซึ่งจำแนกออกได้เป็น 4 ระดับคือหูตึงน้อยหูตึงปานกลางหูตึงมากและหูตึงรุนแรงโดยความบกพร่องทางการได้ยินสามารถเกิดได้กับหูข้างเดียวหรือทั้ง 2 ข้างและเป็นสาเหตุของความยากลำบากในการได้ยินเสียงพูดหรือแม้กระทั่งเสียงที่ดังก็ตาม

          ลักษณะบางอย่างที่พอสังเกตได้

1. ไม่มีปฏิกิริยาต่อเสียงดังเสียงพูดหรือเสียงดนตรี

2. มักพูดด้วยเสียงต่ำระดับเดียวกันตลอด

3. มักพูดเสียงเบาหรือดังเกินความจำเป็น

4. พูดไม่ชัด

5. เวลาฟังมักจะมองปากหรือจ้องหน้าผู้พูดตลอดเวลา

6. มีประวัติเป็นโรคหูน้ำหนวกเรื้อรัง

7. ให้ความสนใจต่อการสั่นสะเทือน

 8. พูดตามหรือเลียนแบบเสียงพูดไม่ได้

 9. ไม่ตอบสนองต่อเสียงเรียกหากมองไม่เห็นผู้พูด

            แบบคัดกรองบุคคลที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน

 



          2.วิธีการสังเกตเด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็น

          เด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็นเด็กที่มีความบกพร่องมางการมองเห็นโดยทั่วไปจะมีพฤติกรรมบางอย่างที่ผู้ปกครองและคุณครูสังเกตเห็นได้ไม่ยากนักสำหรับเด็กตาบอดสนิทนั้นจะสังเกตเห็นได้โดยมองที่ตาก็พบว่าเด็กคนนั้นเป็นเด็กตาบอด แต่ถ้าเป็นตาบอดใสอาจจะต้องใช้วิธีการทดสอบอื่น ๆ ด้วยเช่นอาจให้เด็กอ่านหนังสือให้ฟังเมื่อเด็กมองไม่เห็นก็จะไม่สามารถอ่านหนังสือได้อย่างไรก็ดีเด็กที่เห็นเลือนรางหรือ "เด็กที่มีปัญหาคุณครูจะทราบได้ก็ต้องอาศัยการสังเกตที่ดวงตาและพฤติกรรมในการมองของเด็ก  

          โดยทั่วไปประสาทสัมผัสบางส่วนจะทำงานได้ดีกว่าคนปกติความสามารถด้านความจำส่วนสุขภาพโดยทั่วไปจะไม่แตกต่างจากเด็กปกติรวมทั้งการพูดจาก็จะใช้ I ภาษาพูดตามปกติ แต่จะเรียนการพูดได้ช้ากว่าเด็กปกติเด็กตาบอด แต่น้ำเสียงปกติจะไม่มีการใช้มือประกอบท่าทางจะเผยอริมฝีปากเล็กน้อย

การสังเกตพฤติกรรมเด็กที่มีความบกพร่องทางมองเห็น

1.ขยี้ตาบ่อย ๆ เหมือนพยายามทำให้ภาพที่ไม่ชัดให้ปรากฏชัดขึ้น

2.เวลามองวัตถุมักป้องตา

3.ถือหนังสือไว้ใกล้ตามากหรือก้มหน้าใกล้หนังสือ

4.กระพริบตาถี่มากกว่าปกติ

5. มีความยุ่งยากในการอ่านหนังสือหรือการทำงานที่ต้องใช้สายตา

6. ตามักซ้ำแดงและมีน้ำตาขี้ตากรังการสังเกตพฤติกรรมเด็กที่มีความบกพร่องทางมองเห็น

7. ทำตาหรี่หรือขยี้ตาขณะที่มอง

 8. มักพูดว่าตัวหนังสือหรือรูปภาพเต้นหรือมองอะไรมัว ๆ หรือเป็นภาพซ้อน

 9. ไม่สามารถอ่านหนังสือเรียงตามบรรทัดได้นานมักอ่านหนังสือกลับไปกลับมา

10. เวลาอ่านหนังสือมักจะสับสนเมื่ออ่านอักษรที่มีลักษณะคล้ายกัน

11. ลูกตาดำมีลักษณะผิดปกติ

          แบบคัดกรองบุคคลที่มีความบกพร่องทางการเห็น





          3.วิธีการสังเกตเด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกาย

          ความบกพร่องทางร่างกาย (Physical impairments) โดยทั่วไปแล้วครอบคลุมลักษณะของความบกพร่องทางการเคลื่อนไหว (Motor functioning impairments) ซึ่งอาจเกิดจากสาเหตุหลายประการ

          1.ความผิดปกติของระบบประสาท (Neurological conditions) เกิดจากความเสียหายของระบบประสาทส่วนกลาง (Central nervous system) หรือสมองและไขสันหลัง โดยปัญหาหลักอันสืบเนื่องมาจากความผิดปกติทางระบบประสาท ได้แก่ โรคสมองพิการ (Cerebral Palsy) โรคลมชัก (Epilepsy) โรคสไปนา ไบฟิดา (Spina Bifida) ซึ่งเป็นความบกพร่องของไขสันหลังที่มีมาแต่กำเนิด โดยไขสันหลังยื่นออกมานอกกระดูกสันหลัง ส่งผลให้เด็กมีอาการอัมพาตบางส่วน หรืออาจร้ายแรงถึงขั้นเป็นอัมพาตทั้งตัว และอาจเกิดจากการบาดเจ็บที่สมอง (Traumatic brain injury) อีกด้วย ทั้งนี้ความบกพร่องอันเป็นผลสืบเนื่องมาจากความผิดปกติทางระบบประสาทมักมีหลายระดับ ตั้งแต่อาการไม่รุนแรงไปจนถึงอันตราย และอาจส่งผลต่อความสมรรถภาพทางร่างกาย สติปัญญา การพูดและภาษา รวมถึงประสาทสัมผัส

          2.ความผิดปกติของระบบกล้ามเนื้อและกระดูก (Musculoskeletal conditions) ได้แก่ โรคกล้ามเนื้อเสื่อม (Muscular dystrophy) โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ในเด็ก (Juvenile rheumatoid arthritis) ภาวะแขนขาขาดหรือถูกตัดทิ้ง (Amputation) และความทุพพลภาพรูปแบบอื่นๆ ของกล้ามเนื้อหรือกระดูก ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อความสามารถในการเคลื่อนไหว เดิน ยืน นั่ง หรือทำให้ไม่สามารถใช้มือและเท้าได้อย่างปกติ

          3.ความผิดปกติทางสุขภาพ (Health impairments) ได้แก่ โรคที่เกิดจากการติดเชื้อและปัญหาเรื้อรัง เช่น เบาหวาน (Diabetes) โรคหืด (Asthma) โรคซิสติก ไฟโบรซิส (Cystic Fibrosis) ซึ่งเป็นความผิดปกติทางพันธุกรรม โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (Immunodeficiency) ซึ่งรวมถึงการได้รับเชื้อ HIV และโรคเอดส์ รวมไปถึงโรคเลือดออกไม่หยุด (Hemophilia) โรคกลุ่มอาการของทารกที่เกิดจากมารดาที่ดื่มแอลกอฮอล์ (Fetal alcohol syndrome) และการทำงานไม่ปกติ หรือล้มเหลวของอวัยวะสำคัญ

          แบบคัดกรองบุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกาย






          4.วิธีการสังเกตเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา

          สังเกตอาการแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญจะสังเกตพฤติกรรมและอาการแสดงต่าง ๆ รวมไปถึงทักษะในพัฒนาการด้านต่าง ๆ ตามวัยโดยเปรียบเทียบกับผู้ที่อยู่ในวัยเดียวกันเช่นการรับประทานอาหารการแต่งตัวสวมเสื้อผ้าการพูดคุยสื่อสารการเข้าใจความหมายการมีปฏิสัมพันธ์ต่อคนในครอบครัวและเพื่อนเป็นต้น

วิธีสังเกตเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาประกอบด้วยลักษณะสำคัญ 3 ประการดังนี้

 1) ความสามารถทางสติปัญญาต่ำว่าเกณฑ์เฉลี่ยอย่างมีนัยสำคัญคือมีระดับเชาว์ปัญญาหรือไอคิวต่ำกว่า 70

2) มีความบกพร่องหรือไม่สามารถปรับตัวในชีวิตประจำวัน (เมื่อเปรียบเทียบกับคนวัยเดียวกันในวัฒนธรรมเดียวกัน) อย่างน้อย 2 ทักษะต่อไปนี้คือ

          2.1 การสื่อความหมาย

          2.2 การดูแลตนเอง

          2.3 การดำรงชีวิตในบ้าน

          2.4 ทักษะทางสังคม

          2.5 ทักษะในการเรียน

          2.6 การรู้จักใช้แหล่งทรัพยากรในชุมชน

          2.7 การควบคุมตนเอง

          2.8 การทำงาน

          2.9 การใช้เวลาว่าง

          2.10 การดูแลสุขภาพและความปลอดภัย

3.เริ่มมีอาการก่อนอายุ 18 ปี

          แบบคัดกรองบุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา





5.วิธีการสังเกตเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้

          ความบกพร่องทางการเรียนรู้ (Learning Disabilities) คือเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ไม่ได้มีสติปัญญาต่ำกว่าเด็กปกติทั่วไป แต่เป็นเด็กที่มีปัญหาทางวิชาการตั้งแต่ 1 อย่างขึ้นไปเช่นการอ่านการเขียนการคิดเลข ฯลฯ เด็กอาจมีอาการไม่ใส่ใจและไม่มีสมาธิตลอดจนมีอาการอยู่ไม่สุข สังเกตเด็กที่ความบกพร่องทางการเรียนรู้

1. บกพร่องด้านการอ่านเป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุดในกลุ่มโรคแอลดีอาการที่แสดงออกมาเช่นอ่านช้าตะกุกตะกักต้องสะกดคำจึงอ่านได้อ่านข้ามคำยากอ่านข้ามบรรทัดอ่านผิดเพราะใช้การเดาสับสนเรื่องตัวสะกดแม่ต่างๆการผันเสียงวรรณยุกต์อ่านแล้วจับใจความไม่ได้หรืออ่านไม่ได้เลยในบางรายเมื่อต้องอ่านอาจมีท่าทีกังวลหงุดหงิดไปจนถึงหลีกเลี่ยงการอ่าน

2. บกพร่องด้านการเขียนเขียนหนังสือช้าเพราะกลัวตัวหนังสือกลับด้านเขียนหัวพยัญชนะสลับด้านวนหัวพหลายรอบเพราะตัดสินใจไม่ได้ว่าจะลากเส้นต่อไปทางไหคำผิดบ่อยๆเขียนตามการออกเสียงของคำนั้น เช่น ขนมขะ-หนมเรียง  ลำดับอักษรผิด เช่น เพลง เป็น พลเง เขียนใช้ภาษาง่ายๆไม่เหมาะกับระดับชั้นเรียนหลีกเลี่ยงการส่งงานไม่จดงาน

3. บกพร่องด้านการคำนวณเขียนตัวไม่เข้าใจค่าของตัวเลขหลักต่างๆไม่เข้าใจคำนวณตัวเลขสัญญาณของความบกพร่องทางการเรียนรู้

          แบบคัดกรองบุคคลที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้





6.วิธีการสังเกตเด็กที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษา

          เมื่อบุคคลไม่สามารถเปล่งเสียงพูดได้อย่างถูกต้องไม่สามารถพูดได้อย่างราบรื่นหรือมีปัญหาเกี่ยวกับเสียงของตนเองถือว่าบุคคลนั้นมีความบกพร่องทางการพูดซึ่งครอบคลุมลักษณะตั้งแต่ปัญหาความยากลำบากในการออกเสียงหรือความผิดปกติในการออกเสียงรวมถึงการพูดติดอ่างในขณะเดียวกันเมื่อบุคคลมีปัญหาในการรับรู้และเข้าใจภาษาหรือมีทักษะในการใช้ภาษาบกพร่องถือว่าบุคคลนั้นมีความบกพร่องทางภาษา

          สำหรับความบกพร่องทางการพูดและภาษาที่ส่งผลกระทบต่อเด็กนั้นมีหลายรูปแบบอย่างไรก็ตามอาจจำแนกได้เป็น 4 ประเภทหลักตามลักษณะของความผิดปกติได้แก่

          1.การออกเสียง (Articulation) โดยเด็กจะมีปัญหาในการออกเสียงไม่ถูกต้องหรือพูดไม่ชัด

          2.ความคล่อง (Fluency) เด็กมักจะมีพฤติกรรมการพูดซ้ำพูดลากเสียงยาวหรือการละเสียงพยางค์หรือคำบางคำนอกจากนี้ปัญหาอาจเกิดจากการหยุดชะงักของการออกเสียงการหายใจเข้า-ออกที่ผิดวิธีหรือหลักการออกเสียงที่ไม่ถูกต้อง

          3.เสียงพูด (Voice) โดยเด็กจะมีคุณภาพเสียงที่ผิดปกติ เช่น ระดับสูงต่ำของเสียง ความก้องและความดังของเสียง

          4. ภาษา (Language) โดยเด็กจะมีปัญหาในการใช้เพื่ออธิบายถึงสิ่งที่

แบบคัดกรองบุคคลที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษา




7.วิธีการสังเกตเด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมหรืออารมณ์

          เด็กที่มีอารมณ์และพฤติกรรมเบี่ยงเบนไปจากปกติเป็นอย่างไม่เป็นที่ยอมรับทางสังคมส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้ของเด็กและผู้อื่นเป็นผลมาจากความขัดแย้งของเด็กกับสภาพแวดล้อมหรือความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในตัวเด็กแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มดังนี้

          1.กลุ่มความประพฤติผิดปกติ มีลักษณะก้าวร้าว ทำร้ายผู้อื่น พูดหยาบคาย

          2.กลุ่มบุคคลผิดปกติ ชอบเก็บตัว ขาดความมั่นใจ กัดเล็บ เงียบเฉย ไม่พูด มองโลกในแง่ร้าย         3.กลุ่มขาดวุฒิภาวะ มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมกับวัย สมาธิ ไม่สนใจสิ่งรอบตัว งุ่มง่าม เฉื่อยชาสกปรกขาดความรับผิดชอบ

          4.กลุ่มที่มีปัญหาทางสังคม ชอบหนีโรงเรียน หนีออกจากบ้าน คบเพื่อนไม่ดี ต่อต้านผู้มีอำนาจชอบเที่ยวกลางคืน

          แบบคัดกรองบุคคลที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรม





          8.วิธีการสังเกตเด็กออทิสติก

          วิธีสังเกตเด็กด้านการพูดและสื่อสาร

          ผู้ปกครองมักเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติในขวบปีที่ 2 เมื่อเด็กยังไม่เริ่มพูดเป็นคำที่มีความหมายไม่ตอบสนองเมื่อเรียกชื่อไม่ทำตามคำสั่งไม่ค่อยสบตาเหมือนเด็กทั่วไปโดยเด็กอาจไม่พูดเลยพูดเป็นคำที่ไม่มีความหมายหรือมีภาษาเฉพาะตัว (ภาษาต่างดาว) หรือสื่อสารโดยการดึงมือผู้ปกครองให้ทำในสิ่งที่ต้องการเด็กบางคนอาจเคยพูดเป็นคำได้แล้วแต่พัฒนาการด้านการพูดมาหยุดชะงักหรือถดถอย

-พูดช้าหรือยังไม่พูดเมื่อถึงวัยที่สมควรพูดด้วยโทนเสียงที่ผิดปกติ

-พูดคำซ้ำ ๆ พูดไม่ชัดมาก ๆ

-พูดด้วยภาษาของตัวเองที่คนอื่นฟังไม่เข้าใจ

-พูดติดๆขัด ๆ

          ด้านปฏิสัมพันธ์ทางสังคม

          -ไม่สบตาไม่มองหน้า

          -ไม่สื่อสารแสดงความต้องการของตัวเอง เช่น ไม่ชี้ไปที่ของที่อยากได้ ไม่แสดงอารมณ์ทางสีหน้า ไม่ยิ้มไม่หัวเราะ

          -ชอบเล่นคนเดียวหรืออยู่คนเดียวไม่สนใจที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับใคร เช่น ไม่ทักใครก่อน ไม่ยิ้มให้ไม่ยิ้มตอบวิ่งหนีเมื่อมีคนมาทัก

          -ไม่สามารถสนทนากับผู้อื่นได้นาน ๆ

          -ไม่ขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น

          -ไม่มีเพื่อนสนิทตามวัย

    แบบคัดกรองบุคคลออทิสติก



9.วิธีการสังเกตเด็กที่มีความสามารถพิเศษ

          พิจารณาว่าเด็กคนใดเป็นเด็กที่มีแววความสามารถพิเศษ นับว่าเป็นเรื่องที่มีความละเอียดซับซ้อน ค่อนข้างยุ่งยากและจะต้องกระทำกันอย่างระมัดระวัง ทั้งนี้เนื่องจากความสามารถหลากหลาย เด็กแต่ละคนมีลักษณะเฉพาะด้านและมีแบบแผนการพัฒนาเป็นของแต่ละคน ซึ่งในการวางแผนในการเตรียมการจะต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบ และขั้นตอนอย่างกระจ่างซัดตรงกัน พิจารณาเด็กที่มีความสามารถพิเศษ จะต้องดำเนินการโดยอาศัยกระบวนการในลักษณะที่ต่างกัน นอกเหนือไปจากการสังเกตและกระตุ้นด้วยกิจกรรม และควรดำเนิน

          ขั้นที่ 1 ดำเนินการพิจารณาคัดเลือกเด็กจาก 100% ให้เหลือ 10-20%

          ขั้นที่ 2 ดำเนินการพิจารณาคัดเลือกแบบเจาะลึก ให้เหลือ 5% ของเด็กทั้งหมดในแต่ละ

          ขั้นที่ 3 ดำเนินการพิจารณาคัดเลือกเด็กให้เหลือ 2-3% ของเด็กจากขั้นที่ 2 เพื่อดำเนินการพัฒนา เด็กที่มีความสามารถพิเศษให้เต็มศักยภาพของแต่ละบุคคล

          นอกจากนี้ ในการพิจารณาคัดเลือกและสำรวจแววเด็กที่มีความสามารถพิเศษทรรศนัย โกวิทยากร

  (2551, น. 13-14) ได้เสนอแนะวิธีการสังเกตเด็กปฐมวัยไว้ ดังนี้

1. เด็กมีความตื่นตัวว่องไวตั้งแต่ยังเป็นทารก

2. เด็กเดินได้เร็วกว่าพัฒนาการตามปกติที่เด็กทั่วไป

 3. เด็กเริ่มพูดได้เร็วเมื่ออายุเท่าไหร่คำใดเด็กพูด พูดเป็นคำหรือประโยคได้เมื่ออายุเท่าไร

4. เด็กภาษาที่ก้าวหน้ากว่าเด็กวัยเดียวกันหรือไม่

5. สังเกตในเรื่อของการอน เด็กบางคนสามารถอ่านหนังสือได้เร็วกว่าเด็กวัยเดียวกันจนพ่อแม่ แปลกใจ สมารถอ่านได้ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ในบ้าน

6. เด็กมีความเข้าใจในเรื่องที่เกี่ยวกับคณิตศาสตร์เร็วกว่าวัยเดียวกันหรือไม่

7. เด็กมีความสามารถในการวาดรูปที่ก้าวหน้ากว่าวัยเดียวกันหรือไม่

          แบบคัดกรองบุคคลที่มีความสามารถพิเศษ






2)มุมมองทัศนคติที่เปลี่ยนไป

    มุมมองที่เปลี่ยนไป คือ ได้ทำความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีคัดกรองเด็กพิเศษในแต่ล่ะกลุ่มการปรับความรู้ความเข้าใจใหม่ๆเกี่ยวกับประเภทของเด็กพิเศษการมองเห็นคุณค่าในตัวเด็กมากขึ้น

 

3)ชั่วโมงนี้มีอะไรที่ประทับใจ

          เนื่องจากสถานการณ์ตอนนี้ทำให้ไม่ได้มีการเรียนการสอนในห้องเรียน จึงทำให้เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองและการทำงานยากมากขึ้น แต่ประทับใจการทำงานของเพื่อนๆในกลุ่ม และการทำงานในห้อง

4)มีอะไรบ้างที่จะนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน

          สามารถทำให้เรารู้ว่าเด็กตนนี้อยู่ในกลุ่มไหน มีลักษณะอาการอย่างไรเพราะบ้างคนก็มีลักษณะเหมือนคนปกติ สามาทำความเข้าใจเด็กในแต่ล่ะกลุ่ม นำไปสอนและในความรู้ผู้อื่น 


สรุปงานครั้งที่ 5 วันที่ 15 เดือนมกราคม พ.ศ.2564

เด็กพิเศษสังเกตุได้

1)ความรู้ที่ได้รับ

เด็กพิเศษสังเกตุได้

               ประเภทของเด็กพิเศษมี 7 ประเภทได้แก่

1. บุคคลที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน

2. บุคคลที่มีความบกพร่องทางการมองเห็น

3.บุคคลที่มีปัญหาทางด้านอารมณ์และพฤติกรรม

4.บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา

 5 บุคคลที่มีความบกพร่องทางด้านร่างกายและสุขภาพ

6.บุคคลที่มีปัญหาทางด้านการเรียนรู้

7.บุคคลออทิสติกค่ะ

               ในปัจจุบันภาวะของเด็กพิเศษมีเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะปอททิสติกและภาวะภาวะความบกพร่องในการเรียนรู้เด็กสมาธิสั้นมีจำนวน 2.5 ล้านคนคิดเป็น 20% ของเด็กในวัยเรียนคือวัย 38 ปีมีทั้งในระบบทางการศึกษาและนอกระบบทางการศึกษาปัจจัยในการเลี้ยงดูเป็นปัจจัยสำคัญในกลุ่มนี้มากกว่าสาเหตุทางพันธุกรรม

               ความบกพร่องทางการเรียนรู้พบเจอได้มากขึ้นจากระบบการศึกษาไทยที่สูงขึ้นทำให้การตรวจพบง่ายมากขึ้น

               ในปัจจุบันมีทั้งเด็กพิเศษแท้และเด็กพิเศษเทียมเช่นเด็กสมาธิสั้นเมื่อก่อนกว่าพ่อแม่จะพบว่าเป็นเด็กสมาธิสั้นจริงๆเราก็สามารถตรวจพบได้กอดแต่การเลี้ยงดูในปัจจุบันอาจจะทำให้เด็กเกิดสมาธิสั้นเทียมเด็กออทิสติกเด็กออทิสติกเทียมคือเด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูการสอนจากสมาร์ทโฟนแท็บเล็ตทำให้เด็กอยู่กับสื่อมากเกินไปโดยเฉพาะเด็กปฐมวัยสิ่งเหล่านี้ทำให้สมองวิ่งอยู่ตลอดเวลาทำให้สมาธิสั้นลงจนทำให้เกิดเด็กสมาธิสั้นเทียมเด็กออทิสติกเทียม

               ภาวะด้านโภชนาการ

               คืออีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เด็กเกิดความพิการและเป็นวัยทองของการเจริญเติบโตคือในครรภ์ตั้งแต่อายุครรภ์ 5 เดือนจนถึง 2 ขวบเป็นปัจจัยสำคัญในการเจริญเติบโตของสมองพฤติกรรมและด้านพัฒนาการ

สังเกตง่ายๆคือ

               1. การสังเกตความบกพร่องทางการมองเห็นคือเวลาที่เด็กเขียนหนังสือเด็กกระหรี่ตาและบ่นว่ามองไม่ชัด

               2.สังเกตความบกพร่องทางการได้ยินคือสังเกตเรียกดูว่าเขาหันมาหรือไม่ถ้าไม่ได้รับการช่วยเหลือจะมีอาการคล้ายเด็กสมาธิสั้น

               3. สังเกตความบกพร่องทางด้านอารมณ์และพฤติกรรมเด็กจะมีการซึมเศร้าหงุดหงิดง่ายไม่อยากไปโรงเรียนมีอาการร้องงอแงมากกว่าเด็กวัยเดียวกัน

               4 .การสังเกตความบกพร่องทางด้านร่างกายและสุขภาพสังเกตได้ชัดเจนมากจะมีการเจ็บป่วยเรื้อรังแขนขาลีบเป็นโปลิโอ

               5. สังเกตพฤติกรรมความบกพร่องทางด้านสติปัญญาคือมีพัฒนาการในการเดินการคลานการพูดช้ากว่าปกติ

               6 .สังเกตความบกพร่องทางการเรียนรู้คือวัยก่อนเรียนอาจจะพูดช้าในวัยเรียนอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้

               7.สังเกตบุคคลที่มีออทิสติกคือจะชอบทำอะไรแปลกๆพูดโต้ตอบกับคนอื่นไม่ได้ไม่เล่นกับคนอื่น

               กระทรวงศึกษาธิการได้เพิ่มมาอีก 2 สาเหตุคือ 1 เด็กที่มีความสามารถพิเศษและเด็กที่มีความด้อยโอกาสคำว่าโอกาสอาจจะเกิดได้จากหลายสาเหตุ คือ ความยากจนครอบครัวแตกแยกเด็กด้อยโอกาสทางการศึกษาหรือเด็ก

2)มุมมองทัศนคติที่เปลี่ยนไป

    มุมมองที่เปลี่ยนไป คือ ท่านวิทยากรได้ให้ความรู้ความเข้าใจมากขึ้นและถูกต้องเกี่ยวกับเด็กที่มีควาต้องการพิเศษและบอกความต้องการที่แท้จริงของเด็กจากคลิปวิดีโอที่เราได้ศึกษาด้วยตนเองนั้น

 

3)ชั่วโมงนี้มีอะไรที่ประทับใจ

          เนื่องจากสถานการณ์ตอนนี้ทำให้ไม่ได้มีการเรียนการสอนในห้องเรียน จึงทำให้เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองและการทำงานยากมากขึ้น แต่ได้ประสบการณ์จากการเรียนรู้ด้วยตนเอง

4)มีอะไรบ้างที่จะนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน

          สามารถทำให้เรารู้ว่าเด็กตนนี้อยู่ในกลุ่มไหน มีลักษณะอาการอย่างไรเพราะบ้างคนก็มีลักษณะเหมือนคนปกติ สามาทำความเข้าใจเด็กในแต่ล่ะกลุ่ม นำไปสอนและในความรู้ผู้อื่น 









สรุปงานครั้งที่ 6 วันที่ 22 เดือนมกราคม พ.ศ.2564

เรื่องการช่วยเหลือที่มีความต้องการพิเศษในระยะแรกเริ่ม​

1)ความรู้ที่ได้รับ

               ความหมายของเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษในระยะเริ่มแรก

               สรุปได้ว่าการช่วยเหลือในระยะแรกเริ่มหมายถึงการจัดโปรแกรมที่เป็นระบบในการให้บริการด้านต่างๆแก่เด็กที่มีความเสี่ยงโดยเร็วที่สุดทุกระดับทันทีตั้งแต่แรกเกิดแรกพบหรือทันทีที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีความพิการโดยมุ่งเน้นการให้การศึกษากับพ่อแม่และครอบครัวทั้งนี้มุ่งพัฒนาเด็กให้ได้รับบริการจากนักวิชาชีพที่หลากหลายทั้งด้านการศึกษาด้านสุขภาพอนามัยการบำบัดรักษาตลอดจนป้องกันความพิการที่จะเกิดขึ้นเพื่อให้เด็กมีพัฒนาการไปตามขั้นตอนเช่นเดียวกับเด็กทั่วไปหรือใกล้เคียงเด็กทั่วไปมากที่สุด

ความสำคัญของการช่วยเหลือเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษในระยะแรกเริ่ม

               ในระยะแรกเริ่มด้านต่างๆแรกพบหรือทันทีที่ได้รับการถึงมากที่สุดการช่วยเหลือในระยะแรกเริ่มเป็นระบบการให้บริการที่จะช่วยเด็กทารกและเด็กเล็กที่มีพัฒนาการงาช้าหรือมีความพิการซึ่งการช่วยเหลือในระยะแรกเริ่มนี้มุ่งเน้นการให้บริการความช่วยเหลือแก่เด็กทารกและเด็กเล็กในการพัฒนาทักษะพื้นฐานที่จำเป็นต่อพัฒนาการโดยเฉพาะในช่วง 3 ปีแรกของชีวิตซึ่งทักษะดังกล่าว ได้แก่ ทักษะด้านร่างกายเช่นการคลานการเดินทักษะด้านการเรียนรู้เช่นการคิดการแก้ปัญหาทักษะด้านการสื่อสารเช่นการฟังการพูดความเข้าใจทักษะด้านอารมณ์สังคมเช่นการเล่นความสุขความรู้สึกปลอดภัยและทักษะด้านการช่วยเหลือตนเองเช่นการรับประทานอาหารการแต่งกายเป็นต้น (Parentcenterhub, 2014) ทักษะดังกล่าวข้างต้นเป็นทักษะที่มีความสำคัญที่ผู้เกี่ยวข้องจะต้องจัดให้บริการหากพบว่าเด็กคนใดต้องการความช่วยเหลือทั้งนี้ผู้ปกครองหรือผู้ใกล้ชิดเด็กจะต้องสังเกตเด็กโดยเฉพาะในช่วง 0-3 ปีนอกจากนี้ความสำคัญที่ต้องจัดบริการให้การช่วยเหลือในระยะแรกเริ่มมีดังนี้

2.1 การช่วยเหลือเด็กที่มีความต้องการพิเศษในระยะแรกเริ่มจะช่วยส่งเสริมพัฒนาการของเด็กและสามารถพัฒนาเด็กได้อย่างเต็มศักยภาพ

2.2 เป็นการป้องกันและลดความรุนแรงของความบกพร่องหากเด็กได้รับการช่วยเหลืออย่างทันทีจะส่งผลให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีขึ้นในทางตรงกันข้ามหากไม่ได้รับการช่วยเหลือเด็กอาจจะมีความบกพร่องมากยิ่งขึ้นจนกระทบต่อการเรียนรู้และการดำเนินชีวิต

2.3 การจัดให้บริการช่วยเหลือตั้งแต่แรกเกิดแรกพบจะตัดการ นี้จะเป็นการลดภาระของผู้ปกครองในการเลี้ยงดูเนื่องจากเด็กได้รับการพัฒนาโดยเฉพาะในเรื่องของการ

 2.4 เป็นสิทธิของเด็กที่มีความต้องการพิเศษทุกคนจะได้รับสิทธิในการช่วยเหลือตามที่กฎหมายงกำหนดไว้ซึ่งเด็กที่มีความต้องการพิเศษทุกคนจะได้รับบริการโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

 2.5 เป็นโอกาสในการเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆเพื่อการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพรวมถึงหรือทันทีที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีความพิการช่วยเหลือตนเอการดำรงชีวิตอิสระในอนาคต

               นอกจากนี้สโตน (Stone, 2014) ได้กล่าวถึงความสำคัญของโปรแกรมการช่วยเหลือในระยะแรกเริ่มว่ามี 4 ประการคือ 1) ช่วยเด็กในการเรียนรู้ 2) พัฒนาจุดแข็งเพื่อใช้ในการสอนทักษะใหม่ 3) เสริมสร้างพฤติกรรมที่ดีและ 4) ซ่อมเสริมทักษะที่เด็กบกพร่องซึ่งโปรแกรมการช่วยเหลือในระยะแรกเริ่มนี้จะช่วยให้ผู้ปกครองเข้าใจพฤติกรรมและความต้องการของเด็กการฝึกอบรมให้ผู้ปกครองมีความรู้ความสามารถจะช่วยให้ผู้ปกครองสามารถช่วยเหลือเด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นสรุปการช่วยเหลือเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษในระยะแรกเริ่มมีความสำคัญจึงควรเริ่มโดยเร็วที่สุดซึ่งการให้ความช่วยเหลือเร็วเท่าใดจะยิ่งทำให้เด็กได้รับประโยชน์มากขึ้นเท่านั้นโดยการช่วยเหลือควรครอบคลุมทั้งด้านสุขภาพอนามัยด้านจิตวิทยาและการศึกษาเพื่อช่วยให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีขึ้น

               ความเป็นมาของการช่วยเหลือเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษในระยะแรกเริ่ม

               การช่วยเหลือในระยะแรกเริ่มมีความเป็นมาที่ยาวนานโดยเริ่มตั้งแต่ ค.ศ. 1938 ประเทศสหรัฐอเมริกาได้จัดโครงการศึกษาเพื่อให้บริการแก่เด็กปฐมวัยหรือเด็กก่อนวัยเรียนที่มลรัฐนิวเจอร์ซีรวมทั้งจัดการศึกษาเพื่อให้ความรู้แก่พ่อแม่หรือผู้ปกครองอีกด้วยต่อมาใน ค.ศ. 1964 ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ออกกฎหมายด้านการพัฒนาเศรษฐกิจฉบับหนึ่งและได้ระบุข้อความในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติว่า“ รัฐต้องจัดการศึกษาให้แก่เด็กทุกคนและได้จัดโครงการเฮดสตาร์ทโปรแกรม (Head Start Program)” ต่อมาใน ค.ศ. 1965 ได้เปิดศูนย์ดูแลเด็กก่อนวัยเรียนจำนวน 2,500 ศูนย์ทั่วประเทศและเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองได้มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาอีกด้วย

               จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่าการช่วยเหลือเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษในระยะแรกเริ่มสำหรับที่มีความต้องการพิเศษทั้งในต่างประเทศและประเทศไทยมีความเป็นมาที่ยาวนานโดยในต่างประเทศนั้นประเทศสหรัฐอเมริกาเริ่มจัดให้บริการมาตั้งแต่ ค.ศ. 1938 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลาเกือบ 80 ปีตลอดระยะเวลาการดำเนินงานมีการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านของการออกกฎหมายและการจัดบริการที่มุ่งเน้นการให้พบความพิการโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายและต้องจัดอย่างมีคุณภาพและทั่วถึงอีกด้วย

หลักการและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

               1. หลักการช่วยเหลือเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษในระยะแรกเริ่ม

               การจัดบริการช่วยเหลือในระยะแรกเริ่มแก่เด็กที่มีความต้องการพิเศษมีหลักการจัดที่มีประสิทธิภาพคือความร่วมมือและการยอมรับความคิดเห็นซึ่งกันและกันระหว่างบุคคลที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ครอบครัวชุมชนและผู้ให้บริการฟื้นฟูสมรรถภาพต่างๆเช่นแพทย์นักกายภาพบำบัดนักกิจกรรมบำบัดนักจิตวิทยานักแก้ไขการพูดนักแก้ไขการได้ยินครูการศึกษาพิเศษเป็นต้นนอกจากนี้ยังต้องลดข้อ จำกัด ที่มีอยู่ของเด็กและครอบครัวโดยจัดทำคู่มือและแนวทางการปฏิบัติให้ทางเลือกที่หลากหลายเพื่อให้ครอบครัวสามารถพัฒนาลูกได้อย่างเหมาะสม (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551) หลักการจัดบริการช่วยเหลือในระยะแรกเริ่มนี้มีหลักการดำเนินการภายใต้ความเชื่อพื้นฐาน 6 ประการ

1.1 เด็กที่มีความต้องการพิเศษก่อนวัยเรียนมีพัฒนาการตามขั้นตอนเช่นเดียวกับเด็กปกติและมีศักยภาพที่จะเรียนรู้และพัฒนาได้หากได้รับการส่งเสริมที่เหมาะสมและสามารถเติบโตขึ้นเป็นสมาชิกที่มีคุณภาพของสังคมได้และไม่เป็นภาระของสังคม

 1.2 เด็กพิการก่อนวัยเรียนมีความต้องการพื้นฐานเช่นเดียวกับเด็กปกติและมีสิทธิที่จะได้ดำเนินชีวิตอย่างเด็กปกติโดยสนับสนุนให้เด็กอาศัยอยู่กับครอบครัวที่ยอมรับสภาพความพิการและได้รับการช่วยเหลือให้คำแนะนำโดยเน้นการฝึกให้เด็กใช้ทักษะที่มีอยู่ในการดำรงชีวิตจริงให้มากที่สุด

1.3 ภารค้นหาและให้ความช่วยเหลือแก่เด็กพิการอย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม (0-6 ปี) จะช่วยป้องกันไม่ให้ความพิการนั้นเพิ่มมากขึ้นบรรเทาความรุนแรงของความพิการเดิมและ / หรือป้องกันการเกิดความพิการด้านอื่นที่อาจเกิดแทรกซ้อนขึ้นมาอันจะเป็นการเอื้อต่อการพัฒนาของเด็กพิการนั้น ๆ ซึ่งผลจากการให้ความช่วยเหลือดังกล่าวจะช่วยส่งเสริมให้เด็กพิการสามารถพัฒนาไปตามขั้นตอนได้อย่างราบรื่นและใกล้เคียงเด็กปกติในวัยเดียวกันมากขึ้น

1.4 สภาพความพิการบางอย่างอาจจะไม่ได้อยู่อย่างถาวรเสมอไปรวมทั้งการเกิดหรือแก้ไขความพิการให้หมดไปก็เป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและความอดทนของทุกคนที่เกี่ยวข้อง

 1.5 คณะสหวิทยาการหมายถึงครูในโรงเรียนปกติและบุคคลในวิชาชีพที่เกี่ยวข้องเช่นแพทย์นักกายภาพบำบัดนักสังคมสงเคราะห์เป็นต้นรวมทั้งผู้ปกครองเด็กที่มีความต้องการพิเศษก่อนวัยเรียนให้ได้รับการพัฒนาส่งเสริมและสนับสนุนอย่างเหมาะสมกับความต้องการของเด็กแต่ละคนโดยจะต้องจัดทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลและแผนการให้บริการช่วยเหลือเฉพาะครอบครัวด้วย

 1.6 ช่วงวัยต้นของชีวิตนั้นเป็นระยะที่สำคัญยิ่งของชีวิตในการเรียนรู้สิ่งต่างๆโดยเฉพาะเด็กที่มีความต้องการพิเศษการที่จะช่วยให้เรียนรู้ได้เท่าเทียมเด็กปกติคือการจัดประสบการณ์ที่ดีให้ตั้งแต่ปฐมวัยและเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดก็ควรจัดให้มีการเรียนร่วมระหว่างเด็กปกติและเด็กที่มีความต้องการพิเศษการจัดให้บริการช่วยเหลือในระยะแรกเริ่มเป็นการจัดให้บริการโดยนำทฤษฎีตั้งแต่เยาว์วัย

นอกจากนี้ในมาตรา 18. การจัดการศึกษาปฐมวัยและการศึกษาขั้นพื้นฐานให้จัดในสถานศึกษาดังต่อไปนี้ข้อ 1 สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ได้แก่ ศูนย์เด็กเล็กศูนย์พัฒนาเด็กเล็กศูนย์พัฒนาเด็กก่อนเกณฑ์ของสถาบันศาสนาศูนย์บริการช่วยเหลือระยะแรกเริ่มของเด็กพิการและเด็กซึ่งมีความต้องการพิเศษหรือสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยที่เรียกชื่ออย่างอื่นสำหรับพระราชบัญญัติการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ พ.ศ. 2551 หมวดที่ 1 สิทธิและหน้าที่ทางการศึกษาในมาตรา 5 คนพิการมีสิทธิทางการศึกษาดังนี้ 1. ได้รับการศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายตั้งแต่แรกเกิดหรือพบความพิการตลอดชีวิตพร้อมทั้งได้รับเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกสื่อบริการและความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษา 2. เลือกบริการทางการศึกษาสถานศึกษาระบบและรูปแบบการศึกษาโดยคำนึงถึงความสามารถความสนใจความถนัดและความต้องการจำเป็นพิเศษของบุคคลนั้น 3. ได้รับการศึกษาที่มีมาตรฐานและประกันคุณภาพการศึกษารวมทั้งการจัดหลักสูตรกระบวนการเรียนรู้การทดสอบทางการศึกษาที่เหมาะสมสอดคล้องกับความต้องการจำเป็นพิเศษของคนพิการแต่ละประเภทและบุคคล

 

               การช่วยเหลือในระยะแรกเริ่มมีความสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของเด็กซึ่งการดำเนินงานจะในประเทศสหรัฐอเมริกาจะมีผู้ประสานงานการให้บริการเพื่อดำเนินการค้นหาเด็กที่ต้องการความ 1 ขั้นตอนต่างๆเพื่อเป็นแนวทางให้แก่ผู้ดำเนินการช่วยเหลือในที่นี้จะนำเสนอข้อมูลจาก 2 แหล่งคือข้อมูลของประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศไทยซึ่งมีรายละเอียดดังนี้การประเมินพัฒนาการการสรุปผลการประเมินและการประชุมจัดทำแผนการให้บริการช่วยเหลือเฉพาะครอบครัวโดยมีรายละเอียดดังนี้

1. การประเมินพัฒนาการของเด็กเพื่อตรวจสอบว่าเด็กมีพัฒนาการล่าช้าหรือมีความพิการหรือไม่ซึ่งผู้ประสานงานการให้บริการจะอธิบายสิ่งที่ครอบครัวจะต้องมีส่วนร่วมในการคัดกรองหรือการประเมินและขออนุญาตผู้ปกครองเพื่อดำเนินการต่อไปทั้งนี้ผู้ปกครองจะต้องให้ความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนที่จะคัดกรองหรือประเมินผู้ที่มีหน้าที่ในการประเมินจะมาจากหลากหลายสาขาวิชาชีพที่ผ่านการอบรมและมีประสบการณ์ในการประเมินซึ่งนักวิชาชีพเหล่านี้จะต้องทำงานร่วมกันเกี่ยวกับการประเมินด้านการพูดและภาษาการได้ยินการมองเห็นและด้านอื่น ๆ ที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการโดยการเก็บรวบรวมข้อมูลอาจจะใช้หลายวิธีเช่นการพูดคุยกับผู้ปกครองการพูดคุยกับตัวเด็กเป็นต้น

2. การสรุปผลการประเมินเป็นขั้นตอนต่อจากการคัดกรองหรือประเมินโดยทีมสหวิชาชีพจะดำเนินการสรุปผลจากข้อมูลที่ได้มาจากการประเมินทั้งหมดและจัดทำรายงานแล้วประชุมกับผู้ปกครองเพื่อแจ้งผลการประเมินแก่ผู้ปกครองว่าเด็กจะได้รับบริการช่วยเหลือในระยะแรกเริ่มหรือไม่ซึ่งการจัดให้บริการนี้จะต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขแนวคิดและนโยบายของรัฐถ้าหากผลการประเมินพบว่าเด็กมีพัฒนาช้าหรือเด็กอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการมีพัฒนาการล่าช้าก็มีสิทธิที่จะได้รับการบริการช่วยเหลือในระยะแรกเริ่มทั้งนี้เด็กและผู้ปกครองจะได้รับบริการโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น-

3. การจัดทำแผนการให้บริการช่วยเหลือเฉพาะครอบครัว (Individualized Family-Service Plan; IFSP) เมื่อพบว่าเด็กคนใดอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการมีพัฒนาการล่าช้าผู้ประสานงานการให้บริการจะดำเนินการประชุมจัดทำแผนการให้บริการช่วยเหลือเฉพาะครอบครัวซึ่งแผนการให้บริการช่วยเหลือเฉพาะครอบครัวนี้จะดำเนินการหลังจากเด็กได้รับการประเมินเสร็จเรียบร้อยแล้วโดยทีมสหวิชาชีพจะร่วมกับผู้ปกครองในการเขียนแผนการให้บริการช่วยเหลือเฉพาะครอบครัวซึ่งเป็นแผนรายบุคคลสำหรับเด็กและครอบครัวเป็นเอกสารที่มีความสำคัญในการพัฒนาเด็กทั้งนี้ผู้ปกครองจะต้องให้ความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนที่จะให้บริการตามแผนการให้บริการช่วยเหลือเฉพาะครอบครัวนอกจากนี้จะมีการทบทวนแผนการให้บริการช่วยเหลือเฉพาะครอบครัวทุก 6 เดือนและมีการปรับปรุงแผนอย่างน้อยปีละ 1 ครั้งสิ่งสำคัญของการช่วยเหลือเด็กคือการดำเนินการให้บริการช่วยเหลือโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้



2)มุมมองทัศนคติที่เปลี่ยนไป

    มุมมองที่เปลี่ยนไป คือ การที่เราต้องศึกษาด้วยนเองเป็นประสบการณ์ใหม่ที่น่าสนใจแต่ยากต่อการเข้าใจ เพราะความรู้ที่ได้รับมากและจะถูกต้องต่อการเข้าใจ เลยทำให้มองการเรียนด้วยตนเองเป็นสิ่งที่น่าสนุกและท้าทาย มุมมองขงการเป็นครูที่ต้องสอนเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ว่า ต้องีความรู้ ความเข้าใจและความสามารถ ที่ทำให้เข้าโตได้อย่างเข้มแข็งและปกติ เป็นสิ่งที่น่าได้รับการยกย่อง

3)ชั่วโมงนี้มีอะไรที่ประทับใจ

          ประทำใจรรอบครัวของน้องคิสตี้ ที่มีใจเข้มแข็ง เข้าใจลูก การให้โอการและการส่งเสมิมลูกให้โตมาได้ปกติโยที่ไม่รู้สึกขาด ให้ความเข้าใจและการเตรียมความพร้อม จากการเรียนในชั่วโมงนี้เป็นไปอย่างยาก เนื่องจากสถานการณ์ตอนนี้ทำให้ไม่ได้มีการเรียนการสอนในห้องเรียน จึงทำให้เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองและการทำงานยากมากขึ้น แต่ประทับใจคลิปวิดีโอทางท่ายอาจารส่งมาให้ศึกษา เพราะได้ทั้งความรู้และความเข้าใจใหม่ๆ มากกว่าการศึกษาเอง   

4)มีอะไรบ้างที่จะนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน

          ได้เรียนรู้ว่าการเป็นครูที่สอนเด็กที่มีความต้องการพิเศษ เช่น น้องคิสตี้ ป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจ เพราะถึงเข้าจะมีไม่เท่าคนอื่น แต่สามารถใช่ชีวิตได้เหมือนคนอื่น การรับมือและการเตรียมความพร้อมที่จะเป็นคุณครูในอนาคต สามารถทำให้เรารู้ว่าเด็กตนนี้อยู่ในกลุ่มไหน มีลักษณะอาการอย่างไรเพราะบ้างคนก็มีลักษณะเหมือนคนปกติ สามาทำความเข้าใจเด็กในแต่ล่ะกลุ่ม นำไปสอนและในความรู้ผู้อื่น 

คำถาม-คำตอบ




สรุปงานครั้งที่ 8 วันที่ 29 เดือนมกราคม พ.ศ.2564

เรื่อง การศึกษาเด็กพิเศษ เราคือครอบครัวเดียวกัน

1)ความรู้ที่ได้รับ

          เราทุกคนคือครอบครัวเดียวกันเพราะว่าแม่ต้องก้าวเดินไปพร้อมกับพวกเราและสามารถพูดคุยร่วมกันแก้ไขปัญหาและคุณครูบอกถึงปัญหาและวิธีแก้ไขให้กับคุณพ่อคุณแม่       

            ผู้ปกครองอยู่ในความทุกข์ความกลัวการไม่ถูกสอนจะทำให้พัฒนาไปอย่างล่าช้าทุกคนสามารถฝึกได้อยู่ที่ต้นทุนของแต่ละคนความสามารถของแต่ละคนจะเสริมสร้างกำลังใจและเรียนรู้ที่จะอยู่กับลูกของเขาโดยที่มีนักวิชาชีพพ่อแม่และคุณครูมาเพื่อพูดคุยเพื่อปรับความทุกข์และสร้างความหวัง เกิดความหวังในการเจริญเติบโตได้เหมือนเด็กปกติจากเดิมที่ทำอะไรไม่ได้เลยไม่สามารถแยกกับคุณแม่ได้สามารถเกิดการรอคอยรู้สึกอยากเข้ากิจกรรมหากไม่ได้เข้ากิจกรรมจะร้องงอแงคุณครูได้ให้เข้ามาให้ความรู้เหมือนคนปกติได้พูดคุยสื่อสารให้เขาเข้าใจ แต่เรากลับเกิดข้อสงสัยว่าพระมาแล้วเราจะได้อะไรทำไมเราต้องมานั่งดูรูปดีและร้องไห้มันรบกวนคนอื่นแต่มันได้พัฒนาการที่ทำให้เรามีกำลังใจเราต้องฝึกเขายังไงมีแนวทางที่สำคัญมีการให้คำปรึกษาสอนเกี่ยวกับการดูแลการให้กำลังใจทำให้เขาสามารถสื่อสารความรู้สึกออกมาได้โดยทำโดยไม่คาดหวังแต่เราต้องเชื่อมั่นในตัวของเด็กพยายามเปิดโอกาสให้เด็กให้เกิดศักยภาพในตัวเขาขึ้นมา

            ในความคิดของคุณครูพ่อและแม่เข้ามาช่วยเหลือมากเกินไปเด็กที่มีความพิการเขาก็มีความคิดเป็นของตัวเองแต่ไม่ได้รับโอกาสในการคิดและตัดสินใจด้วยตัวเองการร้องคือการปฏิเสธหรือการอยากได้ไม่ใช่ว่าเราเพราะไม่อยากทำผู้ปกครองจะมีความกลัวมากเกินไปหากผู้ปกครอง หากผู้ปกครองให้ความร่วมมือพัฒนาการในการเรียนรู้จะเป็นไปได้ดีทุกคนแต่ถ้าผู้ปกครองรอความช่วยเหลืออย่างเดียวเด็กเยอะคุณครูน้อยทำให้เกิดพัฒนาการได้ช้าทำให้เกิดความพร้อมได้อย่างไม่เต็มที่ จากการฝึกได้บ้างไม่ได้บ้างแต่ก็จะทำให้เด็กดีขึ้นเด็กสามารถสื่อสารเข้าใจขึ้นการที่เรายอมรับเป็นสิ่งที่สำคัญและการให้โอกาสในในการพัฒนาการ สรุป หากพ่อแม่ให้ความมั่นใจว่าลูกมีความพิการควรไปพบแพทย์และควรไปศูนย์การศึกษาเด็กพิเศษต่างๆ

2)มุมมองทัศนคติที่เปลี่ยนไป

    มุมมองที่เปลี่ยนไป คือ การที่เราต้องศึกษาด้วยนเองเป็นประสบการณ์ใหม่ที่น่าสนใจแต่ยากต่อการเข้าใจ เพราะความรู้ที่ได้รับมากและจะถูกต้องต่อการเข้าใจ เลยทำให้มองการเรียนด้วยตนเองเป็นสิ่งที่น่าสนุกและท้าทาย มุมมองขงการเป็นครูที่ต้องสอนเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ว่า ต้องความรู้ ความเข้าใจและความสามารถ ที่ทำให้เข้าโตได้อย่างเข้มแข็งและปกติ เป็นสิ่งที่น่าได้รับการยกย่อง

3)ชั่วโมงนี้มีอะไรที่ประทับใจ

          ประทำใจ คือ การที่โรงเรียนคุณครูและ นักวิชาชีพ เข้ามามีส่วนร่วมในหารพัฒนา เด็ก พูดคุยแก้ไขปัญหาและการให้คำปรึกษา ทั้งการยอมรับการ ปรับตัว การรรับมือ ตลอดจนกาที่จะช่วยการฝึกฝนพัฒนาการต่างๆ และการช่วยส่งเสริมพัฒนาการ ต่างๆ การฝึกการช่วยเหลือตัวเอง ทำให้สามารถอยู่กับผู้อื่นได้

4)มีอะไรบ้างที่จะนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน

          การนำองค์ความรู้ใหม่ๆที่ได้รับในเรื่องของความหมายของเด็กสมาธิสั้น เด็กพิเศษไปใช้อย่างถูกต้อง จะไม่ไปตีตราเด็กโดยที่ยังไม่รู้ความหมายที่แท้จริงมุมในการมองเด็กเปลี่ยนไป เข้าใจธรรมชาติของเด็กมากขึ้น จากการเรียนในวันนี้สามารถนำไปสังเกตเด็กปฐมวัยได้ในอนาคตที่เป็นครูได้ เพื่อที่จะช่วยพัฒนาเด็กได้ทันก่อนที่จะสายไป

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

นางสาวปนัดดา ต้นหนองสรวง รหัส62121860224

นางสาวศิราพร ดัชถุยาวัตร รหัส62121860207

นางสาวอิศราวรรณ สืบสอน รหัสนักศึกษา62121860201