นางสาวเจนจิรา เหขุนทด รหัสนักศึกษา 62121860227

 

สรุปงานครั้งที่ 1 วันที่ 4 เดือนธันวาคม พ.ศ.2563

เรื่อง ความหมายและประเภทของเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ

1)ความรู้ที่ได้รับ

- จากการเรียนทำให้ได้รับความรู้ในเรื่องความหมายของเด็กที่มีความต้องการพิเศษว่าเป็นเด็กที่มีความแตกต่างไปต่างเด็กปกติไปทางด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์หรือสังคม มีคำใช้เรียกเด็กกลุ่มนี้หลายคำ ได้แก่ เด็กพิเศษ เด็กพิการ เด็กบกพร่อง เด็กด้อยโอกาส

- องค์การอนามัยโลก (WHO 1993) ให้คำกำจัดความไว้ว่า

ความบกพร่อง คือ ความผิดปกติของโครงสร้างและการทำหน้าที่ของร่างกายหรือจิตใจหรือการสูญเสียอวัยวะใดอวัยวะหนึ่งไป

ทุพลพลภาพ คือ การไม่สามารถกระทำกิจการในชีวิตบางอย่างตามปกติได้

ความเสียเปรียบ คือ การเป็นผู้ด้อยโอกาสที่พึงจะได้รับจากสังคมและสิ่งแวดล้อมอันเป็นผลจากการมีความบกพร่องได้ร่างกายหรือจิตใจและการมีภาวะทุพลพลภาพ

- เด็กพิเศษมี 4 ลักษณะ ดังต่อไปนี้

1.มีความผิดปกติเกิดขึ้น

2.ความผิดปกตินั้นต้องเบี่ยงเบนไปจากเด็กปกติทั่วไป

3.ความผิดแปลกนั้นจะต้องเกิดภายในตัวเด็กเอง คือ ด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ อาจจะเกิดด้านใดด้านหนึ่งหรือหลายด้าน

4.ความผิดปกติจะต้องเกิดในระดับรุนแรง

- กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ระบุประเภทของความพิการไว้ 7 ประเภท

1.ความพิการทางการเห็น

2.ความพิการทางการได้ยินหรือสื่อความหมาย

3.ความพิการทางการเคลื่อนไหวหรือทางร่างกาย

4.ความพิการทางจิตใจหรือพฤติกรรม

5.ความพิการทางสติปัญญา

6.ความพิการทางการเรียนรู้

7.ความพิการทางออทิสติก

- กระทรวงศึกษาธิการ ระบุประเภทของความพิการไว้ 9 ประเภท

1.บุคคลที่มีความบกพร่องทางการเห็น

2.บุคคลที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน

3.บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา

4.บุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือสุขภาพ

5.บุคคลที่มีปัญหาทางการเรียนรู้

6.บุคคลที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษา

7.บุคคลที่มีปัญหาทางพฤติกรรมหรืออารมณ์

8.บุคคลออทิสติก

9.บุคคลพิการซ้อน

- เด็กที่มีความต้องการพิเศษ จำแนกเป็น 3 กลุ่มหลัก คือ เด็กที่มีความบกพร่อง เด็กที่มีความสามารถพิเศษและเด็กยากจนและด้อยโอกาส

- ความหมายของสุขภาวะ สุขภาวะ หมายถึง ภาวะของคนที่มีความสุข ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ มีความสุขสบายและอนามัยดี

1.สุขภาวะที่สมบูรณ์ทางร่างกาย คือ การที่มีร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ

2.สุขภาวะที่สมบูรณ์ทางจิต คือ การมีจิตใจที่แจ่มใสมีความสุขไม่มีความกังวล

3.สุขภาวะที่สมบูรณ์ทางสังคม คือ การมีความสุขในการอยู่ร่วมกับครอบครัวสังคม

4.สุขภาวะที่สมบูรณ์ทางจิตวิญญาณ คือ การมีพัฒนาการทางจิตวิญญาณเข้าใจถึงสัจธรรมของชีวิต

- องค์ประกอบของภาวะสุขภาพตามแนวคิดของไมเยอร์ ประกอบด้วย

1.ด้านจิตวิญญาณ

2.ด้านการมีทิศทางและเป้าหมาย

3.ด้านการทำงานและการใช้เวลาว่าง

4.ด้านมิตรภาพ

5.ด้านความรัก

- ความสำคัญของสุขภาวะ มี 3 ระดับ

1.ความสำคัญในระดับบุคคล

2.ความสำคัญในระดับครอบครัว

3.ความสำคัญในระดับชุมชน สังคมและประเทศชาติ

2)มุมมองทัศนคติที่เปลี่ยนไป

จากการเรียนในชั่วโมงแรกนี้ ทำให้ตัวดิฉันเปลี่ยนมุมมองในการตัดสินเด็ก จากที่ตอนแรกดิฉันยังไม่ทราบถึงความหมายของคำว่า เด็กสมาธิสั้น เด็กพิเศษ ที่ถ่องแท้ จึงทำให้อาจตีตราเด็กผิดไป แต่ในชั่วโมงแรกนี้ได้เปิดใจและทำความเข้าใจเป็นอย่างดี

3)ชั่วโมงนี้มีอะไรที่ประทับใจ

ในการเรียนในชั่วโมงแรกนี้มีสิ่งที่ประทับใจมากมาย สิ่งแรกเลยคือรู้สึกประทับใจอาจารย์เป็นอย่างมากที่ให้ความรู้ความหมายของคำว่าเด็กสมาธิสั้นที่แท้จริง ถึงแม้ว่าในตอนแรกจะเข้าใจความหมายผิดไปแต่อาจารย์ก็ไม่ได้ดุด่าว่ากล่าวแต่อย่างใด เพียงแต่ให้ความรู้ที่ถูกต้อง ประทับใจในการสอนของอาจารย์ที่สอนไปแบบสอนและสอบถามจากประสบการณ์จริง ทำให้เกิดความเข้าใจในบทเรียนยิ่งขึ้นและประทับใจเพื่อนๆที่ร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ให้แก่กัน

4)มีอะไรบ้างที่จะนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน

จากสิ่งที่ได้เรียนรู้ในชั่วโมงแรกนี้สิ่งที่จะนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน คือ การนำองค์ความรู้ใหม่ๆที่ได้รับในเรื่องของความหมายของเด็กสมาธิสั้น เด็กพิเศษไปใช้อย่างถูกต้อง จะไม่ไปตีตราเด็กโดยที่ยังไม่รู้ความหมายที่แท้จริง

            และในคาบนี้ได้รับความรู้จากการนำเสนอของเพื่อนๆ ตามที่แนบรูปมา ได้แก่

1.เด็กบกพร่องทางการได้ยิน

2.เด็กบกพร่องทางการได้ยิน

3.เด็กบกพร่องทางร่างกาย การเคลื่อนไหวหรือสุขภาพ





สรุปงานครั้งที่ 2 วันที่ 18 เดือนธันวาคม พ.ศ.2563

เรื่อง องค์ประกอบของการดูแลสุขภาวะเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ

1)ความรู้ที่ได้รับ

- จากการเรียนรู้ในชั่วโมงนี้ ได้เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่ององค์ประกอบของการดูแลสุขภาวะเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ ซึ่งทำให้ได้รับองค์ความรู้ใหม่ๆว่า การดูแลเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษนั้นให้มีสุขภาวะที่ดีต้องอาศัยองค์ประกอบในด้านต่าง ๆ โดยครอบครัวจะเป็นส่วนแรกในการเข้ามาดูแลและยังมีส่วน

อื่น ๆ อีก เช่น

1.ครอบครัวผู้ดูแลเด็ก ซึ่งถือว่าเป็นส่วนแรกและส่วนที่สำคัญ เพราะมีอิทธิพลในการรับรู้และการเรียนรู้ของเด็ก การเลี้ยงดูจะถูกพัฒนาโดยครอบครัว

2.สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย เป็นสถานที่ให้การอบรมเลี้ยงดู มีบทบาทในการจัดประสบการณ์ตลอดจนการจัดกิจกรรมประจำวันที่ส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนให้กับเด็ก

3.สถานบริการทางด้านสุขภาพและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น มีหน้าที่ในการส่งเสริมการป้องกันโรค การบำบัดรักษา การพัฒนาศักยภาพของเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ ได้แก่

3.1 กรมสุขภาพจิต

3.2 กรมอนามัย

3.3 สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี

3.4 สถาบันราชานุกูล

4.ระบบการช่วยเหลือในระยะแรกเริ่ม ไม่ว่าเด็กจะมีความบกพร่องทางด้านใด ถ้าเราพบปัญหาได้เร็ว เราจะช่วยแก้ปัญหาช่วยเหลือเด็กได้เร็ว

5.การสนับสนุนช่วยเหลือจากชุมชน คือสภาพแวดล้อมรอบ ๆ ตัวเด็ก ไม่ว่าจะเป็นวัด หมู่บ้าน ชุมชน โดยให้ความร่วมมือในทุกระดับอย่างต่อเนื่องในการช่วยเหลือเด็กปฐมวัยที่มีความสามารถพิเศษ ให้จัดมรบริการต่าง ๆ เช่น สนานเด็กเล่น ห้องสมุด

6.สื่อเทคโนโลยี เครื่องมือและสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐาน คือมีการใช้สื่อ เทคโนโลยีให้เหมาะสมกับความต้องการและความจำเป็นของเด็ก

หลักการดูแลเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ

องค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ และองค์การอนามัยโลก (WHO&UNICEF) กำหนดหลักการดูแลเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษหรือมีความบกพร่อง ดังนี้

1.การดูแลเด็กควบคู่ไปกับครอบครัว (บ้าน/ชุมชน/โรงเรียน)

2.การส่งเสริมประสานงานระหว่างครอบครัว คือมีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์

3.การประเมินพัฒนาการและพฤติกรรมของเด็กเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง   คือพบความผิดปกติได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ

 4.การจัดบริการช่วยเหลือระยะแรกเริ่ม เจอความบกพร่องเร็วช่วยเหลือเด็กได้เร็ว 

 5.การออกแบบแผนการดูแลรายบุคคล

6.การสร้างเสริมความร่มมือของชุมชน

       แนวทางในการดูแลเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ

1.การมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพัฒนาการเด็กปกติและพัฒนาการของลูกที่เป็นอยู่และควรประเมินพัฒนาการและพฤติกรรมของเด็กเป็นระยะให้ครบทั้ง 4 ด้าน คือ ด้านร่างการ อารมณ์ สังคมและสติปัญญา

2.การศึกษาแนวมทางการดูแลเด็กทีมีความต้องการพิเศษที่ถูกต้อง โดยศึกษาจากจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ และประยุกต์ให้เหมาะกับพฤติกรรมเด็กแต่ละราย

3.การส่งเสริมสุขภาพอนามัยที่ดีแก้เด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ คือการสร้างเสริมสุขนิสัยที่ดี เช่น สุขนิสัยการบริโภคอาหาร สุขนิสัยในการดุแลความสะอาด

4.การกระตุ้นให้เด็กที่มีความต้องการพิเศษมีพัฒนาการต่าง ๆ ทุกด้านอย่างดูเพียงด้านใดด้านเดียว

5.การรู้จักใช้ประโยชน์จากแหล่งบริการต่างๆทางสังคม ทำให้เด็กได้รับการส่งเสริมพัฒนาการอย่างเหมาะสม

6.การเรียนรู้ผลกระทบของความบกพร่องที่มีต่อพัฒนาการของเด็ก

7.การจัดสภาพแวดล้อมให้มีความปลอดภัย

8.เลี้ยงดูเด็กด้วยความรัก ความอบอุ่น ความเข้าใจ

แนวทางในการดูแลเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษในระดับชาติ

หน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้อง

      1.กระทรวงศึกษาธิการ

      2.กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

      3.กระทรวงสาธารณสุข

      4.กระทรวงมหาดไทย

ทั้ง 4 หน่วยงานนี้ได้ร่วมกันจัดทำนโยบายและยุทธศาสตร์ กำหนดแนวทางการดูแลเด็กปฐมวัย ได้แก่

      1.ส่งเสริมและสนับสนุนการจัดบริการต่าง ๆ

      2.มีการตรวจร่างกายและประเมินพัฒนาการเพื่อค้นหาและเฝ้าระวัง

     3.สนับสนุนให้รัฐจัดบริการที่สนองความต้องการตามความจำเป็นของเด็กทุกคนโดยเฉพาะเด็กที่มีความสามรถพิเศษ

      4.ส่งเสริมให้มีระบบการประกันคุณภาพภายในและภานนอก

      5.ให้มีการแลกเปลี่ยนมีส่วนร่วมระหว่างครอบครัวและสถาบันของเด็ก

      6.ให้ภาครัฐ เอกชน ผลิตสื่อที่เหมาะสม

      7.มีการจัดบริการเสริมความรู้ ฝึกทักษะพ่อแม่ ครอบครัว

      8.สร้างแรงจูงใจสนับสนุนในมีการผลิตสื่อต่าง ๆ

      9.ดำเนินการพัฒนาบุคลากรในสถานศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัยให้เป็นมืออาชีพ

2)มุมมองทัศนคติที่เปลี่ยนไป

จากการเรียนในชั่วโมงที่ 2 นี้ ทำให้ตัวดิฉันเปลี่ยนมุมมองในเรื่องของการดูแล การเอาใจใส่ แนวทางต่าง ๆ ทั้งในการเรียนการสอนและการดูแลเด็กปฐมวัยที่ความต้องการพิเศษที่เปลี่ยนไป ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก ในการที่เราจะเข้าไปมีส่วนร่วมในการดูแลเด็กนั้น สิ่งแรกที่เราต้องทำนั้นคือการเข้าใจเด็ก เข้าใจว่าเด็กมีความต้องการอะไร สื่อการเรียนการสอนแบบไหน ประเภทไหนที่เหมาสมและถูกต้องตามความต้องการ ความจำเป็นของเด็ก และใช้กับเด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

3)ชั่วโมงนี้มีอะไรที่ประทับใจ

ในการเรียนในชั่วโมที่ 2 นี้ มีหลายสิ่งที่เป็นสิ่งที่ประทับใจตั้งแต่คาบแรก นั้นคือ กระบวนการเรียนการสอนของอาจารย์ โดยเป็นการสอนที่ไม่กดดันเด็ก เด็กมีความผ่อนคลาย ไม่กดดัน สนุกสนานและสามารถเรียนทำกิจกรรมได้อย่างเต็มที่โดยที่ไม่มีความเบื่อหน่าย และรวบไปถึงการมีกิจกรรมเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการเริ่มเข้าสู่เนื้อหา ซึ่งทำให้เด็กมีสมาธิ มีความพร้อมในการรับฟังเนื้อหามากยิ่งขึ้น

4)มีอะไรบ้างที่จะนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน

จากสิ่งที่ได้เรียนรู้ในชั่วโมงที่ 2 นี้ สิ่งที่จะนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน คือ การนำองค์ความรู้ใหม่ๆที่ได้รับและเรียนรู้มา ในเรื่องของแนวทางการดูแลเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ ไปปรับใช้ในการดุแลเด็กได้อย่างถูกต้อง ถูกวิธีและเกิดประโยชน์ต่อตัวเด็กอย่างมากที่สุด รวมไปถึงเรื่องของการเลือกใช้สื่อเพื่อให้เหมาะสมกับเด็กและเหมาะสมกับความจำเป็นเพื่อที่จะได้เกิดประสิทธิภาพและตัวเด็กเองก็จะได้รับการพัฒนาในทั้ง 4 ด้าน

 กิจกรรม: สมมุติตัวเรามีลูกชื่อ เอ็กซ์ตราเชน มีอายุ 4 ขวบ ตัวเราเป็นเพียงครูธรรมดาและสามีเป็นครูพละ สอนวันจันทร์-ศุกร์ บ้านเกิดอยู่ที่จังหวัดอุบล และลูกเราเป็นเด็กพิเศษ

          1.เราจะเปลี่ยนความคิดอย่างไร

ในสิ่งแรกที่ควรจะต้องทำเลย คือเราต้องปรับเปลี่ยนความคิดของตัวเราและความคิดของสามี โดยการยอมรับในสิ่งที่ลูกเป็นและศึกษาทำความเข้าใจถึงความหมายของคำว่าเด็กพิเศษให้เข้าใจอย่างดีเสียก่อน แล้วเริ่มปรับเปลี่ยนทัศนคติความคิดไปในทางที่ดีว่า ลูกฉันต้องพัฒนาได้

          2.มีวิธีการรับมือในการช่วยเหลือลูกอย่างไร

 วิธีการรับมือในขั้นแรกเลยคือเราและสามีควรหันหน้าปรึกษากันในครอบครัวว่าจะเลี้ยงดูเขาอย่างไร พูดคุยทำความเข้าใจเพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกันและจะได้ปฏิบัติต่อเขาอย่างเหมาะสมมากขึ้น เข้าใจในตัวลูกมากขึ้น ดูแลเอาใจใส่ลูกให้มากๆ หมั่นสังเกตพฤติกรรมของลูกอยู่บ่อยๆ ส่งเสริมพัฒนาการที่ดีในด้านต่างๆ ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคมและสติปัญญาให้กับลูกเพื่อที่จะเกิดการพัฒนาได้ เมื่อมีเวลาว่างให้ใช้เวลานั้นทำกิจกรรมร่วมกันในครอบครัวมากขึ้นเพื่อที่ลูกจะได้ไม่รู้สึกอ้างว้างอีกทั้งยังเป็นการสร้างสัมพันธ์อันดีภายในครอบครัว หากิจกรรมทำร่วมกัน เช่น การร้องเพลง การเล่านิทาน อีกทั้งยังหากิจกรรมที่เป็นการส่งเสริมทางด้านร่างกายจากแฟนเราที่เป็นครูพละมาช่วยในการจัดกิจกรรม โดยประยุกต์ให้เหมาะสมกับลูกเรามากที่สุด

และในคาบนี้ได้รับความรู้จากการนำเสนอของเพื่อน ดังที่แนบรูปมา ดังนี้




สรุปงานครั้งที่ 3 วันที่ 25 เดือนธันวาคม พ.ศ.2563

เรื่อง เด็กปฐมวัยที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมหรืออารมณ์ เด็กออทิสติก และเด็กปฐมวัยที่ความสามารถพิเศษ

1)ความรู้ที่ได้รับ

          เด็กปฐมวัยที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมหรืออารมณ์

หมายถึง เด็กที่มีอายุตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 6 ปี ที่แสดงพฤติกรรมทางอารมณ์ที่ไม่เหมาะสมเบี่ยงเบนไปจากเด็กทั่วไป จะส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้และพฤติกรรม ศักยภาพต่างๆของเด็กและผู้อื่น

          เกณฑ์การพิจารณา จะมีการแสดงออกที่หลากหลายได้มากกว่าหนึ่งลักษณะ การพิจารณากระทำได้โดยการเปรียบเทียบว่าลักษณะที่เด้กแสดงออกมาในสถาณการณ์ต่างๆนั้นเบี่ยงเบนไปจากภาวะปกติของเด็กในวันเดี่ยวกันหรือไม่

          ปัญหา

1.ปัญหาความสามารถในการเรียนรู้ มักเป็นผู้ขัดขวางทางการเรียนการสอนในห้องเรียน

2.ปัญหาความสัมพันธ์ในครอบครัว ลักษณธก้าวร้าว ก่อกวนความสุขผู้อื่น คุกคามหรือหวีดร้อง ไม่เคารพเชื่อฟังคำสั่งของพ่อแม่

3.ปัญหาสุขภาพร่างกาย เช่น การรับประทานอาหารมากเกินไปจนทำให้อาเจียนออกมา การปฏิเสธที่จะรับประทานอาหารบางชนิด

          สาเหตุ

1.ปัจจัยเหตุด้านชีวภาพ มีความเกี่ยวข้องด้านพันธุกรรม ความผิดปกติทางกายภาคของสมอง ความผิดปกติของมมรดาขณะตั้งครรภ์

2.ปัจจัยเหตุด้านจิตใจ เกิดจากการเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสมหรือปัญหาที่รุนแรงจนเด็กมาสามารถปรับตัวได้

3.ปัจจัยเหตุด้านสังคม สิ่งแวดล้อม เกิดจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวหรือคนรอบข้าง

          เด็กออทิสติก

          หมายถึงภาวะระบบประสาททำงานซับซ้อน ผู้ที่เป็นออทิสติกจะมีความสามารถปฏิสัมพันธ์กับผู้คนในสังคม พัฒนาการทางด้านภาษาจะด้อยกว่าผู้คนปกติ ทั้งนี้ผู้ป่วยออทิสติกมักมีพฤติกรรมทำอะไรเหมือนเดิมซ้ำๆ เช่น โยนของไปมา สะบัดมือช้าๆ หรือชอบพูดเลียนแบบ

          เกณฑ์การพิจารณา อาการป่วยออกทิสติกจะไม่แสดงออกมาอย่างชัดเจนสำหรับทารกและเด็กเล็ก ซึ่งอาการจะมีลักษณะต่อไปนี้

1.ไม่สามารถสื่อสารเป็นภาษาหรือเข้าสังคมได้

2.การทดสอบจะต้องมีการวินิจฉัย ประกอบด้วยการประเมินพฤติกรรมและการประเมินทางกายภาพ ที่ช่วยให้หมอวินิจฉัยได้ว่า พัฒนาการของเด็กมีความผิดปกติอย่างไร

          สาเหตุ เบื้องต้นสันนิฐานว่าโรคนี้เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของยีน บางรายอาจเสี่ยงต่อการเป็นโรคได้สูง หากบุคคลในครอบครัวมีประวัติออทิสติก งานวิจัยได้ทำการศึกษาแสดงให้เห็นว่า หากพ่อแม่มีอายุมากหรือช่วงอายุห่างจากตัวลูกมากอาจก่อให้เป็น ออทิสติก ไม่ว่าจะเป็นการใช้สารเสพติดขณะตั้งครรภ์ การดื่มแอลกอฮอล์หรือป่วยเป็นโรคเบาหวาน โรคอ้วน ติดเชื้อหัดเยอรมัน

          ปัญหาเกี่ยวกับประสาทสัมผัส เด็กออทิสติกจะมีประสาทสัมผัสที่อ่อนไหวง่าย เช่น รู้สึกกลัวหรืออารมณ์แปรปรวนง่าน

          อาการชัก เด็กออทิสติกมักเกิดอาการชัดผิดปกติ

          ปัญหาสุขภาพจิต ก่อให้เกิดโรคซึมเหล้า กังวล พฤติกรรมมุทะลุและอารมณืแปรปรวน

          ความผิดปกติทางจิตใจ เกิดจาการติดเชื้อที่โครโมโซมเอ็กซ์ ซึ่งส่งผลความผิดปกติทางจิตใจ

         ภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ เป็นพฤติกรรมก้าวร้าว การนอนหลับและรับประทานอาหารที่ผิดปกติ เกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร

          เด็กปฐมวัยที่มีความสามารถพิเศษ

          หมายถึง เด็กที่แสดงออกถึงความสามารถอันโดดเด่นในด้านสติปัญญา การใช้ภาษา การเป็นผู้นำ ศิลปะการแสดง ความสามารถทางกีฬาหรือวิชาการ พฤติกรรมดังกล่าวจะแสดงประจักษ์ออกมาเมื่อนำมาเทียบกับเด็กที่อายุหรือประสบการณ์ระดับเดียวกัน แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มย่อย ดังนี้

          1.เด็กที่มีสติปัญญาสูง คือเด็กที่มีระดับ IQ 130 ขึ้นไป

          2.เด็กที่มีความสารถพิเศษเฉพาะด้าน IQ อาจไม่ถึง 130

          3.เด็กที่มีความคิดสร้างสรรค์

          ลักษณะของเด็กที่มีความสามารถพิเศษ โดยหลักๆเด็กจะแสดงออกมาทางพฤติกรรม ไม่ว่าจะเป็น

-การใช้ศัพท์ที่สูงเกินวัย

-รู้จักสังเกตสิ่งต่างๆ

-จดจำสิ่งต่างๆได้อย่างรวดเร็ว

-เข้าใจวิ่งที่ซับซ้อน เชื่อมโยงสิ่งต่างๆได้

-มีความถนัดและความสนใจที่พิเศษ

-มีความกระตือรือร้นต่อการทำกิจกรรม

-มีปฏิสัมพันธ์และการตอบสนองที่ดี

          เกณฑ์การพิจารณา แบ่งเป็น 3 ขั้นตอน

ขั้นที่ 1 ดำเนินการพิจารณาคัดเลือกเด็ก ทำได้โดย การสังเกตความสามารถในการแสดงออกของเด็ก

ขั้นที่ 2 พิจารณาคัดเลือกแบบเจาะลึก ทำได้โดยการทดสอบความสามารถเฉพาะสาขา

ขั้นที่ 3 ตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ

          ปัญหา

1.ผลการเรียนหรือผลการประเมินพัฒนาการต่ำกว่าความสามารถ

2.การมีพื้นเพหรือภูมิหลังที่ต่างกัน

3.ข้อบกพร่องในการเรียนรู้ เช่น ลายมือโย้เย้ สะกดคำตัวผิด กิริยาลุกลี้ลุกลน

4.ปัญหาอื่นๆ เช่น เด็กขาดความเข้าใจในศักยภาพของตนเอง ขาดการชี้นำที่ดี

2)มุมมองทัศนคติที่เปลี่ยนไป

จากการเรียนในชั่วโมงนี้ ทำให้ตัวดิฉันได้รับองค์ความรู้ใหม่ๆมากมาย เช่น ความหมาย ลักษณะ ปัญหาและสาเหตุของเด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรม อารมณ์ เด็กออทิสติก และเด็กที่มีความสามารถพิเศษ ทำให้ได้เข้าใจถึงเรื่องต่างๆนี้มากขึ้น ทำให้เปลี่ยนมุมมองในการมองเด็กเหล่านี้ดีขึ้น

3)ชั่วโมงนี้มีอะไรที่ประทับใจ

ในการเรียนในชั่วโมงนี้มีสิ่งที่ประทับใจมากมาย สิ่งแรกเลยคือรู้สึกประทับใจเพื่อนๆที่นำเสนอเนื้อหา ข้อมูลต่างๆได้อย่างชัดเจน และประทับใจอาจารย์ที่ให้ข้อมูล ความรู้อย่างเต็มที่

4)มีอะไรบ้างที่จะนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน

จากสิ่งที่ได้เรียนรู้ในชั่วโมงนี้สิ่งที่จะนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน คือ การนำองค์ความรู้ใหม่ๆที่ได้รับจาการนำเสนอของเพื่อนไปใช้อย่างถูกต้อง




สรุปงานครั้งที่ 4 วันที่ 8 เดือนมกราคม พ.ศ.2564
เรื่อง วิธีการสังเกตและแบบคัดกรองเด็กเด็กพิเศษประเภทต่างๆทั้ง 9 ประเภท
        1)ความรู้ที่ได้รับ
-กลุ่มที่ 1 เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน
        วิธีการสังเกตเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ลักษณะบางอย่างที่สามารถสังเกตได้
1.ไม่มีปฏิกิริยาต่อเสียงดัง เสียงพูดหรือเสียงดนตรี
2.มักพูดด้วยเสียงต่ำ ระดับเดียวกันตลอด
3.มักพูดเสียงเบาหรือดังเกินความจำเป็น
4.พูดไม่ชัด
5.เวลาฟังมักจะมองปากหรือจ้องหน้าผู้พูดตลอดเวลา
6.มีประว้ติโรคหูนเช้ำหนวกเรื้อรัง
7.ให้ความสนใจต่อการสั่นสะเทือน
8.พูดตามหรือเลียนแบบเสียงพูดไม่ได้
9.ไม่ตอบสนองต่อเสียงเรียก หากมองไม่เห็นผู้พูด
        แบบคัดกรองบุคคลที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน
   
    



-กลุ่มที่ 2 เด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็น
        วิธีการสังเกตเด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็น สังเกตได้ไม่ยากนักสำหรับเด็กตาบอดสนิทจะสังเกตเห็นได้ มองที่ตาก็จะพบว่าเป็นเด็กตาบอด แต่ถ้าตาบอดใสอาจต้องสังเกตด้วยวิธีอื่นๆ
1.ขยี้ตาบ่อยๆ เหมือนพยายามทำให้ภาพที่ไม่ชัดให้ปรากฎชัดขึ้น
2.เวลามองวัตุมักป้องตา
3.ถือหนังสือไว้ใกล้ตามาก หรือก้มหน้าใกล้หนังสือ
4.กระพริบตาถี่มากกว่าปกติ
5.มักตาช้ำแดงและมีน้ำตา ขี้ตากรัง
6.ทำตาหรี่หรือขยี้ตาเวลาที่มอง
7.เวลาอ่านหนังสือมักจะสับสนตัวอักษรที่มีลักษณะคล้ายกัน เช่น ก,ถ,ภ  บ,ป
8.มักพูดว่าตัวหนังสือหรือรูปภาพเต้น
9.ไม่สามารถอ่านหนังสือเรียงตามบรรทัดได้นาน
10.ลูกตาดำมีลักษณะที่ผิดปกติ
        แบบคัดกรองบุคคลที่มีความบกพร่องทางการเห็น




             
-กลุ่มที่ 3 เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกาย
        วิธีการสังเกตเด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกาย  ความบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพจะมีลักษณะแตกต่างกันออกไปตามลักษณะที่ปรากฎ 
1.ความผิดปกติของระบบประสาท เช่น โรคสมองพิการ โรคลมชัก
2.ความผิดปกติของระบบกล้ามเนื้อและกระดูก เช่น โรคกล้ามเนื้อเสื่อม ภาวะแขนขาขาดหรือถูกตัดทิ้ง
3.ความผิดปกติทางสุขภาพอื่นๆ  
        -โรคที่เกิดจากการติดเชื้อ เช่น โรคเบาหวาน โรคหิด
        -โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น การติดเชื้อ HIV โรคเอดส์ รวมไปถึงโรคเลือดไหลไม่หยุด
        -โรคกลุ่มอาการของทารกที่เกิดจากมารดาที่ดื่มแอลกอฮอล์และการทำงานไม่ปกติหรือล้มเหลวของอวัยวะสำคัญ
        แบบคัดกรองบุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกาย






-กลุ่มที่ 4 เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา

        วิธีการสังเกตเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา การสังเกตอาการจะสังเกตจากพฤติกรรมและอาการการแสดงต่างๆตามวัย สามารถทำได้ดังนี้

1.ความสามารถทางสติปัญญาต่ำกว่าเกณฑ์ คือมีระดับเชาว์ปัญญาหรือไอคิว ต่ำกว่า 70

2.มีความบกพร่องหรือไม่สามารถปรับตัวในชีวิตประจำวัน เมื่อเทียบกับคนในวัยเดียวกัน อย่างน้อย 2 ทักษะ ต่อไปนี้

    2.1 การสื่อความหมาย

    2.2 การดูแลตนเอง

    2.3 การดำรงชีวิตในบ้าน

    2.4 ทักษะทางสังคม

    2.5 การควบคุมตนเอง

3.เริ่มมีอาการก่อนอายุ 18 ปี

        แบบคัดกรองบุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา





-กลุ่มที่ 5 เด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้

        วิธีการสังเกตเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ เป็นเด็กที่มีปัญหาทางวิชาการตั้งแต่ 1 อย่างขึ้นไป เช่น การอ่าน การเขียน การคิดเลข

1.บกพร่องทางการอ่าน  อาการที่แสดงออกมา เช่น อ่านช้า ตะกุกตะกัก ต้องสะกดคำจึงอ่านได้ อ่านข้ามคำ

2.บกพร่องทางการเขียน อาการที่แสดงออกมา เช่น เขียนหนังสือช้าเพราะกลัวเขียนผิด เขียนตัวหนังสือกลับด้าน วนหัวพยัญชนะหลาบรอบจึงเริ่มเขียน

3.บกพร่องทางการคำนวณ  อาการที่แสดงออกมา เช่น เขียนตัวเลขผิด  ไม่เข้าใจค่าของตัวเอขหลักต่างๆ

        แบบคัดกรองบุคคลที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้

    






-กลุ่มที่ 6 เด็กที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษา

    วิธีการสังเกตเด็กที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษา สำหรับความบกพร่องทางการพูดและภาษาที่ส่งผลกระทบต่อเด็กมีหลายรูปแบบ 

1.การออกเสียง โดยจะออกเสียงไม่ถูกหรือออกเสียงไม่ชัด

2.ความคล่อง มักจะมีพฤติกรรมพูดซ้ำ พูดลากเสียงยาว หรือละพยางค์คำบางคำ

3.เสียงพูด มีคุณภาพเสียงที่ผิดปกติ เช่น ระดับสูงต่ำของเสียง ความก้อง ความดังของเสียง

4.ภาษา มักจะมีปัญหาในการใช้ภาษาอธิบาย

        แบบคัดกรองบุคคลที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษา



-กลุ่มที่ 7 เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมหรืออารมณ์

        วิธีการสังเกตเด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมหรืออารมณ์ วิธีการสังเกตจะสังเกตได้โดยจากพฤติกรรมที่เด็กแสดงออกมา

1.กลุ่มความประพฤติผิดปกติ จะมีลักษณะนิสัยที่ก้าวร้าว ทำร้ายผู้อื่น พูดหยาบคาย

2.กลุ่มบุคคลผิดปกติ จะมีลักษณะชอบเก็บตัว ขาดความมั่นใจ กัดเล็บและชอบเงียบ

3.กลุ่มขาดวุฒิภาวะ มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมกับวัย ไม่สนใจสื่งรอบข้าง เฉื่อยชา ขาดความรับผิดชอบ

4.กลุ่มที่มีปัญหาสังคม ชอบหนีโรงเรียน หนีออกจากบ้าน คบเพื่อนไม่ดี ต่อต้านผู้มีอำนาจ

        แบบคัดกรองบุคคลที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรม




-กลุ่มที่ 8 เด็กออทิสติก

    วิธีการสังเกตเด็กออทิสติก 

1.ด้านพูดและสื่อสาร จะสังเกตเห็นความผิดปกติในขวบปีที่ 2 เช่น พูดช้าๆ หรือยังไม่พูดเมื่อถึงวัยที่ควร พูดด้วยโทนเสียงที่ผิดปกติ พูดไม่ชัดมากๆ

2.ด้านปฏิสัมพันธทางสังคม อาจแสดงอาการได้ตั้งแต่ขวบปีที่ 2 เช่น ไม่สบตา ไม่มองหน้า  ไม่สื่อสารแสดงความต้องการของตัวเอง ชอบเล่นคนเดียวหรืออยู่คนเดียว ไม่มีเพื่อนสนิทตามวัย

        แบบคัดกรองบุคคลออทิสติก




-กลุ่มที่ 9 เด็กที่มีความสามารถพิเศษ

        วิธีการสังเกตเด็กที่มีความสามารถพิเศษ นับว่าเป็นเรื่องที่ซับซ้อนมาก ค่อนข้างที่จะต้องทำอย่างระมัดระวัง แบ่งเป็น 3 ขั้นตอน 

ขั้นที่ 1 ดำเนินการพิจารณาคัดเลือกเด็กจาก 100% ให้เหลือ 10-20% โดยสังเกตความสามารถในการแสดงออก สังเกตจากครู พ่อแม่ ผู้ปกครอง กลุ่มเพื่อน ผู้ใกล้ชิดกับเด็ก การสัมภาษณ์เด็ก ชิ้นงานที่โดดเด่น แบบทดสอบ

ขั้นที่ 2 ดำเนินการพิจารณาคัดเลือกแบบเจาะลึกให้เหลือ 5% ของเด็กทั้งหมดในแต่ละสาขา โดยการสรุปข้อมูลจากข้อมูลขั้นที่ 1 การทดสอบความถนัดเฉพาะสาขา การทดสอบความคิดวิจารญญาณ ความคิดสร้างสรรค์ 

ขั้นที่ 3 ดำเนินการพิจารณาคัดเลือกเด็กให้เหลือ 2-3% ของเด็กจากขั้นที่ 2 เพื่อดำเนินการพัฒนาเด็กที่มีความสามารถพิเศษให้เต็มศักยภาพของแต่ละบุคคล ทำได้โดยตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ สรุปผลข้อมูลจากขั้นที่ 1 และขั้นที่ 2  

    นอกจากนี้ยังสังเกตได้จากสิ่งเหล่านี้

1.เด็กมีความตื่นตัวต่อการทำกิจกรรม

2.พัฒนาการเร็วกว่าเด็กปกติทั่วไป

3.พูดได้เร็ว พูดเป็นคำหรือประโยค

4.มีความสามารถในการวาดรูปที่ก้าวหน้ากว่าวัยเดียวกัน

5.มีความเข้าใจในเรื่องคณิตศาสตร์เร็วกว่าวัย

        แบบคัดกรองบุคคลที่มีวามสามารถพิเศษ





2)มุมมองทัศนคติที่เปลี่ยนไป

    จากการเรียนรู้ในเรื่องของวิธีการสังเกตทั้ง 9 ประเภท และแบบคัดกรองทั้ง 9 ประเภทนั้น ทำให้เกิดมุมมองในการมองเด็กที่ต่างไป มีความเข้าใจถึงคำทั้ง 9 ประเภทมากยิ่งขึ้น เข้าใจวิธีการสังเกต การคัดกรองที่มากยิ่งขึ้น

3)ชั่วโมงนี้มีอะไรที่ประทับใจ

    ในชั่วโมงนี้จะไม่ได้เป็นการเรียนในห้องเรียน เนื่องจากสถาณการณ์โควิด ทำให้จึงต้องจัดการเรียนการสอนในรูปแบบออนไลน์ แต่ก็ไม่ได้มีปัญหาต่อการเรียนรู้อะไรเลย เพราะเพื่อนๆสามารถนำเนื้อหาที่กลุ่มตนเองได้รับมอบหมายมาให้ความรู้ได้อย่างเข้าใจ จึงประทับใจการนำความรู้มานำเสนอของเพื่อนๆค่ะ

4)มีอะไรบ้างที่จะนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน

    สำหรับสิ่งที่จะนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน นั่นก็คือการนำองค์ความรู้ใหม่ๆที่ตัวหนูเองได้รับ ไปถ่ายทอดหรือเข้าใจเด็กเหล่านั้นมากขึ้นและยังสามารถนำวิธีการสังเกตและการคัดกรองเด็กทั้ง 9 ประเภทไปปรับใช้ในชีวิตจริง ในการไปสังเกตการณ์สอน การฝึกสอนได้อีกด้วย

สรุปงานครั้งที่ 5 วันที่ 15 เดือนมกราคม พ.ศ.2564

เรื่อง เด็กพิเศษสังเกตุได้

        1)ความรู้ที่ได้รับ

        จากการดูคลิปวิดีโอ เรื่อง "เด็กพิเศษ สังเกตุได้" ทำให้สรุปองค์ความรู้ได้ดังนี้ 

คำว่า เด็กพิเศษ นั้นเรียกเต็มๆว่า เด็กที่มีความต้องการพิเศษ ที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างเป็นพิเศษ ไม่เพียงแต่ด้านการใช้ชีวิตประจำวัน ยังรวมไปถึงการเรียนรู้และการเข้าสังคม เพื่อให้ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ

          ในสมัยก่อนนั้นได้จัดกลุ่มประเภทของเด็กพิเศษเป็น 5 ประเภท จากนั้นก็ปรับเป็น 6 ประเภท และในปัจจุบันคือ 7 ประเภท ดังนี้

1.บุคคลที่มีความบกพร่องทางการมองเห็น

2.บุคคลที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน

3.บุคคลที่มีปัญหาทางอารมณ์และพฤติกรรม

4.บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา

5.บุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือสุขภาพ

6.บุคคลที่มีปัญหาทางการเรียนรู้

7บุคคลออทิสติก

          ในปัจจุบันพบว่ามีการเพิ่มขึ้นของกลุ่มเด็กออทิสติก คือเด็กที่มีความบกพร่องในการเรียนรู้ สมาธิสั้น หรือที่เรียกว่า เด็กแอลดี โดยมาจากการเลี้ยงดูและทางพันธุกรรม การเลี้ยงดูเด็กโดยการใช้เทคโนโลยี ไอแพด ไอโฟน การให้เด็กอยู่กับสื่อมากเกินไปทำให้เด็กเป็นออทิสติกเทียม สมาธิสั้นเทียม เทคโนโลยีจะทำให้เด็กสนใจภาพเคลื่อนไหว สนใจแต่สิ่งที่ตนเองกำลังทำ มีความสุขกับภาพการ์ตูนเคลื่อนไหว โดยไม่ได้สนใจการมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลรอบข้าง ทำให้พัฒนาการด้านอารมณ์ สังคมมีปัญหา

          นอกจากการเลี้ยงดูและพันธุกรรมที่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เด็กอาจเป็นเด็กที่มีความต้องการพิเศษแล้ว อีกหนึ่งสาเหตุสำคัญคือเรื่องของโภชนาการ เพราะหากเด็กได้รับโภชนการที่ดีจะส่งผลต่อสติปัญญา สร้างเนื้อเยื่อสมองและป้องการการพิการ หากเด็กไม่ได้รับโภชนการที่ดี จะส่งผลต่อการเรียนรู้ทำให้การเรียนรู้ต่ำ ส่งผลต่อพฤติกรรมทันที

          วิธีการสังเกตเด็กง่ายๆ

1.การสังเกตเด็กที่มีความบกพร่องทางการมองเห็น สังเกตง่ายๆโดยเด็กบางคนจะใส่แว่น หรือจะหรี่ตา และบอกว่ามองไม่ชัด

2.การสังเกตเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน หูหนวก หูตึง โดยปกติคนเราจะได้ยินเสียงที่ 20 เดซิเบล ส่วนเด็กที่มีความบกพร่องอาจจะได้ยินที่ 30-40เดซิเบล สังเกตง่ายๆเวลาเรียกด้วยเสียงปกติเด็กจะหันมาไหม เมื่อเทียบกับเด็กปกติในวัยเดียวกัน

3.การสังเกตเด็กที่มีความบกพร่องทางอารมณ์และพฤติกรรม สังเกตได้ง่ายๆ เช่นมีอารมณ์หงุดหงิดง่าย ในวัยเรียนอาจจะไม่อยากไปโรงเรียน หรือกลัวโรงเรียน

4.การสังเกตเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา เช่น พัฒนาการในช่วงทารกจะมีพัฒนาการช้ากว่าเด็กในอายุระดับเดียวกัน เช่น คลาน เดินช้ากว่าปกติ และในวัยเรียนคือเรียนไม่ทันเพื่อน

5.การสังเกตเด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือสุขภาพ สังเกตได้จากการที่เด็กมีภาวะทุพพลภาพและปัญหาจากการเคลื่อนไหว เช่น ขาลีบ โปลิโอ

6.การสังเกตเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้หรือแอลดี จะสังเกตได้ยากเพราะจะคล้ายเด็กปกติ แต่สังเกตได้คือ ในวัยก่อนเรียนเด็กจะมีพัฒนาการช้า พูดช้า และในวัยเรียนเด็กจะอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้

7.การสังเกตเด็กออทิสติก จะมีพฤติกรรมแปลกๆ ซ้ำๆ พูดโต้ตอบคนอื่นไม่ได้และมีปัญหาทักษะทางสังคม

          ปัจจุบันกระทรวงศึกษาธิการได้เพิ่ม เด็กพิการ เด็กที่มีความสามารถพิเศษ เด็กยากจนและเด็กด้อยโอกาส ให้เป็นเด็กที่มีความต้องการพิเศษ แต่ไม่ได้พิการ จึงจัดการศึกษาเพื่อให้เข้าถึงเด็กได้ถูกต้องตามแต่ละประเภท

          2)มุมมองทัศนคติที่เปลี่ยนไป

          จาการเรียนรู้จากคลิปวิดีโอ เรื่อง เด็กพิเศษ สังเกตได้ ทำให้ได้เข้าใจถึงเรื่องราว ความหมายของเด็กที่มีความต้องการพิเศษมากขึ้น รวมไปถึงวิธีการสังเกตเด็กที่มีความต้องการพิเศษแต่ละประเภท และการเล่นที่ไม่ใช่แค่การใช้ของเล่น แต่นั้นคือตัวพ่อแม่ ผู้ปกครอง เพื่อนที่เป็นของเล่นที่ดีที่สุดต่อการพัฒนาในทุกๆด้านของเด็ก

          3)ในชั่วโมงนี้มีอะไรที่ประทับใจ

          ในชั่วโมงนี้มีสิ่งที่ประทับใจ โดยการเริ่มจากที่ตัวดิฉันเอง คือ การเข้าใจนิยามคำว่าเด็กที่มีความสามารถพิเศษมากขึ้น เข้าใจถึงปัจจัย วิธีการที่มากขึ้น และประทับใจอาจารย์ที่ถึงแม้จะไม่ได้ทำการเรียนการสอนในห้องเรียน แต่ยังสามารถแชร์เนื้อหาให้นักศึกษาได้ทำการศึกษาหาความรู้ได้โดยไม่ติดขัดอะไร

          4)มีอะไรบ้างที่จะนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน

          สิ่งที่จะนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน คือ การไม่ตีตราเด็ก เพราะตอนนี้ตัวดิฉันได้เข้าใจถึงความหมายของคำว่าเด็กที่มีความต้องการพิเศษนั้นอย่างถูกต้องแล้ว และยังนำวิธีการสังเกตเด็กแต่ละประเภทไปปรับใช้ในชีวิตประจำได้ รวมไปถึงปัจจัยต่างๆที่ส่งผลต่อการทำให้เด็กอาจเป็นออทิสติกเทียม สมาธิสั้นเทียม ดิฉันก็จะปรับใช้โดยการไม่นำมาใช้กับเด็กหากไม่จำเป็น

"คำถาม-คำตอบอัตนัย"


สรุปงานครั้งที่ 6 วันที่ 22 เดือนมกราคม พ.ศ.2564

เรื่อง การช่วยเหลือเด็กที่มีความต้องการพิเศษในระยะแรกเริ่ม

    1)ความรู้ที่ได้รับ

    จากการชมคลิปวิดีโอ การศึกษาพิเศษ เมื่อลูกพร้อม สังคมจึงพร้อม ทำให้ได้รับองค์ความรู้ใหม่ๆ รวมไปถึงแนวทางในการดูแลลูกที่มีความบกพร่อง อย่างแรกคือการเปิดใจยอมรับในสิ่งที่ลูกเป็น การดูแลเอาใจใส่ และวิธีการให้ความช่วยเหลือในระยะแรกเริ่ม กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือในระยะแรกเริ่ม ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้จะช่วยส่งผลต่อการพัฒนาทักษะต่างๆของลูก รวมไปถึงการที่ให้เพื่อนที่ปกติช่วยเพื่อนที่มีความบกพร่องนั้นจะทำให้เด็กมีนิสัยช่วยเหลือเกื้อกูลกัน มีความเอื้ออาทรต่อกันและเด็กจะได้มีเพื่อน

    2)มุมมองทัศนคติที่เปลี่ยนไป

    จากการชมคลิปวิดิโอนั้นทำให้มุมมองในการมองเด็กที่มีความบกพร่อมต่างไปจากเดิม เพราะมีความเข้าใจเด็กมากขึ้น

    3)ในชั่วโมงนี้มีอะไรที่ประทับใจ

    ประทับใจในคลิปวิดิโอที่สื่อความหมาย ข้อมูล เนื้อหาได้อย่างชัดเจนและเข้าใจในสิ่งที่ต้องการสื่อ

    4)มีอะไรบ้างที่จะนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน

    สิ่งที่จะนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน คือ วิธีการช่วยเหลือเด็กที่มีความบกพร่องในระยะเเรกเริ่ม รวมไปถึงวิธีการเลือกใช้สื่อว่าควรเลือกใช้สื่อที่มีลักษณะอย่างไร วิธีการดูแลเอาใจใส่เด็กที่มีความบกพร่อง และการเปิดใจในการพูดคุยกับเด็ก

"ตอบคำถามน้องคิตตี้"



สรุปงานครั้งที่ 7 วันที่ 29 เดือนมกราคม พ..2564

เรื่อง เราคือครอบครัวเดียวกัน

"ตอบคำถามเราคือครอบครัวเดียวกัน"



    

ความคิดเห็น