นางสาวกมลทิพย์ ไพฑูรย์ รหัสนักศึกษา 62121860226
บันทึกครั้งที่ 1
วันที่ 11
ธันวาคม 2563
รายวิชา การช่วยเหลือเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษและเด็กกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ
1. ความรู้ที่ได้รับ
ได้รับความรู้เกี่ยวกับความหมายเด็กที่บกพร่องทางการได้ยิน เด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็น และการดูแลเด็กปฐมวัยที่มีความบกพร่องทางร่างกาย การเคลื่อนไหวหรือสุขภาพ ได้ทราบเกี่ยวกับ สาเหตุ ปัญหา เกณฑ์การพิจารณาในแต่ละเรื่อง ทำให้เข้าใจเกี่ยวกับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ซึ่งมีลักษณะแตกต่างจากเด็กทั่วไป
1. เด็กที่บกพร่องทางการได้ยิน
บุคคลที่สูญเสียการเห็น เช่น ตาบอด
ตาเห็นเลือนราง
2.
เด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็น
บุคคลที่สูญเสียการได้ยินตั้งแต่ 26 เดซิเบล
ขึ้นไป เช่น หูหนวก หูตึง และความพิการทางการสื่อความหมาย
3.
การดูแลเด็กปฐมวัยที่มีความบกพร่องทางร่างกาย การเคลื่อนไหวหรือสุขภาพ
เช่น
ความพิการทางการเคลื่อนไหวและความพิการทางร่างกาย
และได้รับความรู้เกี่ยวกับความหมายและประเภทของเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ
ความสำคัญของสุขภาวะของเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษเพราะสุขภาวะเป็นสภาวะที่แสดงถึงความสมบูรณ์
สมดุล ของร่างกาย จิตใจ สังคมและจิตวิญญาณ
และความสุขจากการมีปัจจัยต่างๆในการดำรงชีวิต
2. มุมมอง ทัศนคติที่เปลี่ยนไป
ทำให้ข้าพเจ้ามองข้ามเรื่องทางกายว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย
เพราะบุคคลที่มีความบกพร่องไม่ว่าจะทางร่างกายหรือทางสติปัญญาต่างก็ต้องการการดูแลเอาใจใส่
ต้องการเป็นที่รักของบุคคลรอบข้าง ต้องการความรัก ความอบอุ่นใจ
โดยเริ่มจากการได้รับความอบอุ่นจากครอบครัว ครูอาจารย์ ร่วมไปถึงบุคคลที่ใกล้ชิด
3. สิ่งที่ประทับใจ
ประทับใจในการนำเสนองานของเพื่อนทั้ง
3 กลุ่ม ที่ได้ออกมานำเสนอเด็กที่บกพร่องทางการได้ยิน
เด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็น และการดูแลเด็กปฐมวัยที่มีความบกพร่องทางร่างกาย
การเคลื่อนไหวหรือสุขภาพให้ข้าพเจ้าได้ทราบถึงความหมาย ความสำคัญ
สาเหตุและปัญหาต่างๆ และประทับใจในการที่อาจารย์บรรยายให้ความรู้เพิ่มเติมและพาทำกิจกรรมเพื่อฝึกให้ข้าพเจ้ามีสมาธิ
เข้าใจเด็กที่มีความต้องการพิเศษมากยิ่งขึ้น
4.
สิ่งที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน
การใช้ชีวิต
แน่นอนว่าทุกคนต่างเคยพบเจอกับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ เราจึงต้องเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือ
ดูแล บุคคลเหล่านั้น ให้ได้รับความรัก ความอบอุ่นใจจากบุคคลรอบข้างให้มากที่สุด
และศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเด็กที่มีความต้องการพิเศษเพื่อใช้ในการศึกษาต่อไป
วันที่ 18
ธันวาคม 2563
1. ความรู้ที่ได้รับ
ได้รับความรู้เกี่ยวกับความหมายเด็กที่บกพร่องทางด้านสติปัญญา
คือเด็กที่มีIQ หรือความฉลาดทางสติปัญญาต่ำกว่า
70 นั้นเอง
เด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้
คือเด็กที่มีความผิดปกติในการทำงานของสมองบางส่วนที่เกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้
เช่น การอ่าน การเขียน การคิดคำนวณ และความบกพร่องของเด็กทางด้านการพูดและภาษา
คือเด็กที่มีความบกพร่องในหน่วยเสียง การใช้คำ ประโยค
การเปล่งเสียงและการใช้เสียงพูด
2. มุมมอง ทัศนคติที่เปลี่ยนไป
เด็กที่มีความบกพร่องไม่ว่าจะเป็นด้านร่างกายหรือด้านสติปัญญามักมีปัญหาในการใช้ชีวิตประจำวันเกือบทุกด้านรวมทั้งปัญหาเรื่องการเรียน
ทำให้ไม่สามารถทำสิ่งต่างๆได้เท่ากับเพื่อนในวัยเดียวกัน
ข้าพเจ้ามองว่าครอบครัวและสถาบันการศึกษาเป็นพลังที่สำคัญที่สุด
ครอบครัวต้องมีความรู้ ความเข้าใจ และส่งเสริมพัฒนาการในทุกๆด้านให้กับเด็ก
3. สิ่งที่ประทับใจ
ประทับใจในการนำเสนองานของเพื่อนทั้ง
3 กลุ่ม ที่ได้ออกมานำเสนอเด็กที่บกพร่องทางด้านสติปัญญา
เด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ และความบกพร่องของเด็กทางด้านการพูดและภาษา
ทำให้ข้าพเจ้าได้รับความรู้ ความเข้าใจ ถึงสาเหตุ
ปัญหาต่างๆเกี่ยวกับเด็กที่มีความบกพร่องมากขึ้น
4.
สิ่งที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน
การพัฒนาและค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเด็กที่บกพร่องทางด้านสติปัญญา
เด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ และความบกพร่องของเด็กทางด้านการพูดและภาษาให้มากขึ้น
เพื่อนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันเมื่อพบเจอกับสถานการณ์จริงจะได้นำความรู้ไปใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสม
กิจกรรม
5.วิธีการปรับความคิดและการเตรียมตัวเมื่อเรามีลูกเป็นเด็กพิเศษและต้องไปทำงานทุกวันจันทร์
– ศุกร์
ข้าพเจ้ามองว่าเด็กพิเศษก็ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ เพราะฉะนั้นการเรียนและการเล่นของเด็กเป็นสิ่งสำคัญในการส่งเสริมพัฒนาการของเด็ก การเรียนอาจส่งลูกไปเรียนที่โรงเรียนที่จัดการเรียนการสอนสำหรับเด็กพิเศษที่มีผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด และเมื่อเรามีเวลาว่างอาจจะจัดบ้านในแบบการเรียนเพื่อให้เด็กสามารถเรียนที่บ้านได้เมื่อเรามีเวลาว่าง การทำงานก็เป็นสิ่งสำคัญเพราะเงินก็สำคัญในการส่งลูกไปเรียนโรงเรียนที่ดี แต่สิ่งที่สำคัญคือครอบครัว ความรักและความเข้มแข็งของพ่อแม่ เพราะพัฒนาการลูกอาจมีไม่เท่าเด็กทั่วๆไป
วันที่ 25
ธันวาคม 2563
1. ความรู้ที่ได้รับ
ได้รับความรู้เกี่ยวกับความหมายเด็กที่บกพร่องทางพฤติกรรมหรืออารมณ์ คือเด็กที่แสดงพฤติกรรมหรืออารมณ์ไม่เหมาะสม เบี่ยงเบนไปจากเด็กทั่วไป จะส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้และพฤติกรรมของเด็ก เด็กออทิสติก คือเด็กที่มรความสามารถปฏิสัมพันธ์กับผู้คนในสังคม พัฒนาการด้านภาษาด้อยกว่าผู้อื่น และเด็กปฐมวัยที่มีความสามารถพิเศษ คือเด็กที่มีความสามารถอันโดดเด่นด้านสติปัญญา การใช้ภาษา การเป็นผู้นำ ศิลปะการแสดง กีฬา มีIQ 130 ขึ้นไป
2. มุมมอง ทัศนคติที่เปลี่ยนไป
เด็กที่มีความบกพร่องต้องได้รับการอบรมเลี้ยงดูเป็นพิเศษ
ทั้งในเรื่องการส่งเสริมสุขภาวะ โภชนาการ ความปลอดภัยล้วนสำคัญมาก
รวมไปถึงการเรียนการเล่นของเด็ก
เด็กที่มีพัฒนาการเฉลียวฉลาดควรส่งเสริมทักษะความรู้
ความสามารถของเด็กที่เด็กชอบและส่งเสริมการเรียนรู้ให้กับเด็กต่อไป
3. สิ่งที่ประทับใจ
ประทับใจในการนำเสนองานของเพื่อนทั้ง
3 กลุ่ม ที่ได้อัดคลิปนำเสนอเด็กที่บกพร่องทางพฤติกรรมหรืออารมณ์ เด็กออทิสติก และเด็กปฐมวัยที่มีความสามารถพิเศษ
ทำให้ข้าพเจ้าได้รับความรู้ ความเข้าใจ ถึงสาเหตุ
ปัญหาต่างๆและได้รับความรู้เกี่ยวกับเด็กที่มีความสามารถพิเศษเพิ่มมากขึ้น
4.
สิ่งที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน
ด้านการใช้ชีวิตและการปรับตัวให้เข้ากับสังคมเมื่อพบเจอกับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ
เราควรมีความรู้ติดตัว และทำความเข้าใจ มีทักษะต่างๆรอบตัว
และสามารถถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้ที่ขาดความรู้ในเรื่องการดูแลเด็กที่มีความต้องการพิเศษได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม
วันที่ 8 มกราคม 2564
2. มักพูดเสียงต่ำ ระดับเดียวกันตลอด 3. พูดไม่ชัด 4. เวลาฟังมักมองปาก จ้องหน้าผู้พูดตลอดเวลา
5. พูดตามหรือเลียนแบบเสียงพูดไม่ได้ แบบคัดกรองเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน 2. วิธีสังเกตเด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็น 1.
ขยี้ตาบ่อยๆเหมือนพยายามทำให้ภาพชัดเจนขึ้น 2. เวลามองวัตถุมักป้องตา 3. กระพริบตาถี่มากกว่าปกติ 4. ลูกตาดำมีลักษณะผิดปกติ 5. ไม่สามารถอ่านหนังสือเรียงตามบรรทัดได้นาน
เป็นต้น แบบคัดกรองเด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็น |
3.
วิธีการสังเกตเด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกาย การเคลื่อนไหวหรือสุขภาพ
1. ความผิดปกติของระบบประสาท เช่น โรคสมองพิการ โรคลมชัก
2. ความผิดปกติของระบบกล้ามเนื้อและกระดูก เช่น
โรคกล้ามเนื้อเสื่อม ภาวะแขนขาขาดหรือถูกตัดทิ้ง
3. ความผิดปกติทางสุขภาพอื่นๆ
-โรคที่เกิดจากการติดเชื้อ เช่น โรคเบาหวาน
โรคหิด
-โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น การติดเชื้อ HIV
โรคเอดส์ รวมไปถึงโรคเลือดไหลไม่หยุด
-โรคกลุ่มอาการของทารกที่เกิดจากมารดาที่ดื่มแอลกอฮอล์และการทำงานไม่ปกติหรือล้มเหลวของอวัยวะสำคัญ
แบบคัดกรองเด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกาย การเคลื่อนไหวหรือสุขภาพ
4.
วิธีสังเกตเด็กที่บกพร่องทางด้านสติปัญญา
1. ความสามารถทางสติปัญญาต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยอ่างมีนัยสำคัญ คือ มีระดับเชาว์ปัญญาIQ ต่ำกว่า70
2.
มีความบกพร่องหรือไม่สามารถปรับตัวในชีวิตประจำวัน
(เมื่อเปรียบเทียบกับคนวัยเดียวกัน ในวัฒนธรรมเดียวกัน)อย่างน้อย 2
ทักษะต่อไปนี้คือ
2.1
การสื่อความหมาย 2.2
การดูแลตนเอง
2.3
การดำรงชีวิตในบ้าน 2.4
ทักษะทางสังคม
2.5 ทักษะในการเรียน 2.6 การรู้จักใช้แหล่งทรัพยากรในชุมชน
2.7 การควบคุมตนเอง 2.8 การทำงาน
2.9
การใช้เวลาว่าง 2.10
การดูแลสุขภาวะแลความปลอดภัย
3. เริ่มมีอาการก่อนอายุ 18 ปี
แบบคัดกรองเด็กที่มีความบกพร่องทางด้านสติปัญญา
5.
วิธีสังเกตเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้
1. บกพร่องด้านการอ่าน เช่น อ่านช้า
ตะกุกตะกัก ต้องสะกดคำจึงอ่านได้ อ่านข้ามคำยาก
2. บกพร่องด้านการเขียน เช่น ขนม เขียนเป็น
ขะ-หนม เรียงลำดับอักษรผิด เช่น เพลง เป็น เลพง
3. บกพร่องด้านการคำนวณ เช่น
มีปัญหาในการจำข้อมูล การอ่าน การเขียน
แบบคัดกรองเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้
6.
วิธีสังเกตเด็กที่มีความบกพร่องทางด้านการพูดและภาษา
1. การออกเสียง
เด็กจะมีปัญหาในการออกเสียงไม่ถูกต้องหรือพูดไม่ชัด
2. ความคล่อง เด็กจะมีพฤติกรรมการพูดซ้ำ พูดลากเสียงยาว
3. เสียงพูด เด็กจะมีคุณภาพเสียงที่ผิดปกติ เช่น ระดับสูงต่ำของเสียง
ความก้อง และความดังของเสียง
แบบคัดกรองเด็กที่มีความบกพร่องทางด้านการพูดและภาษา
7.
วิธีสังเกตเด็กที่บกพร่องทางพฤติกรรมหรืออารมณ์
1. ก้าวร้าว
ก่อกวน
2. การเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ
3. การปรับตัวทางสังคม เช่น แกงอันธพาล
การหนีเรียน
4. การทำลายสาธารณสมบัติ
5. การลักขโมย การประทุษร้ายทางเพศ
แบบคัดกรองเด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมหรืออารมณ์
8.
วิธีสังเกตเด็กออทิสติก
1. ด้านการพูดและสื่อสาร เช่น พูดช้าหรือยังไม่พูดเมื่อถึงวัยที่สมควร พูดคำซ้ำๆ พูดไม่ชัดมากพูดด้วยภาษาของตัวเองที่คนอื่นฟังไม่เข้าใจ พูดติดๆขัดๆ
2. ด้านปฏิสัมพันธ์ เช่น ไม่สบตา ไม่มองหน้า
ไม่สื่อสารแสดงความต้องการของตัวเอง ชอบเล่นคนเดียว
ไม่สามารถสนทนากับผู้อื่นได้นานๆ
แบบคัดกรองเด็กออทิสติก
9.
เด็กปฐมวัยที่มีความสามารถพิเศษ
1. สังเกตความสามารถในการแสดงออก
2. หลักฐานผลงานหรือชิ้นงานที่โดดเด่น
3. แบบสัมภาษณ์
4. การตัดสินของผู้เชี่ยวชาญ
5. การตรวจสอบเชิงวิทยา
แบบคัดกรองเด็กที่มีความสามารถพิเศษ
2. มุมมอง ทัศนคติที่เปลี่ยนไป
วิธีการสังเกตเด็กที่มีความบกพร่องทั้ง
9 ประเภทมีวิธีการสังเกตเฉพาะ และเจาะจง ทำให้ข้าพเจ้าเข้าใจเกี่ยวกับวิวิธีการสังเกตเด็กที่มีความบกพร่องต่างๆ
ได้รับความรู้เพิ่มเติม และได้เข้าใจถึงลักษณะต่างๆของเด็กที่มีความบกพร่องในแบบต่างๆ
ซึ่งการสังเกตเป็นเรื่องของการพิจารณาถึงความละเอียดซับซ้อน
ค่อนข้างที่จะยากและต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญในการวินิจฉัย
3. สิ่งที่ประทับใจ
ประทับใจในการเรียนการสอนแบบออนไลน์
เพื่อนๆต่างช่วยกันส่งข้อมูลความรู้เกี่ยวกับวิธีการสังเกตเด็กที่มีความบกพร่องประเภทต่างๆและแบบคัดกรองเด็กที่มีความบกพร่องประเภทต่างๆทั้ง
9 ประเภท
4.
สิ่งที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน
ในการดูแลเด็กปฐมวัยที่มีความบกพร่องในด้านต่างๆนั้น
ถือเป็นเรื่องยาก
ในการเรียนออนไลน์ในวันนี้ทำให้ข้าพเจ้าได้เข้าใจเด็กที่มีความบกพร่องประเภทต่างๆมากขึ้น
สามารถนำความรู้ไปต่อยอดในการเรียนรู้ต่อไป
บันทึกครั้งที่ 5
วันที่ 15 มกราคม 2564
สรุปองค์ความรู้ที่ได้จากคลิปวิดีโอ "เด็กพิเศษ สังเกตได้" (พร้อมตั้งคำถาม 3 ข้อ)
บันทึกครั้งที่
6
วันที่ 22 มกราคม 2564
ตอบคำถามจากคลิปวีดีโอ ผลิบานผ่านมือครู ตอน “เมื่อลูกพร้อม สังคมจึงพร้อม”









































ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น