นางสาวอัญชิสา สุระถาวร รหัสนักศึกษา 62121860217 sec. 02

 

บันทึกครั้งที่ 1 วันที่ 4 ธันวาคม 2563

ความรู้ที่ได้รับ

          ได้รับความรู้เกี่ยวข้องกับเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน  เด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็น และการดูแลเด็กปฐมวัยที่มีความบกพร่องทางร่างกายการเคลื่อนไหวหรือสุขภาพ ทำให้เด็กได้รับปัญหาตามมาคือด้านพัฒนาการเกิดข้อจำกัดทำให้เด็กไม่ได้รับข้อมูล ไม่ได้ฝึกฝนทักษะ ทำให้เกิดความล่าช้าของพัฒนาการด้านในแต่ละด้านที่เด็กมีความบกพร่อง  

          ได้รับชมคลิปวิดีโอเกี่ยวกับเมื่อลูกมีแนวโน้มเป็นภาวะสมาธิสั้น คุณพ่อคุณแม่จะรับมือช่วยลูกอย่างไร  ในคลิปวิดีโอได้พูดเรื่องราวเกี่ยวกับเด็กสมาธิสั้น  คุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตพฤติกรรมของลูกได้  ถ้าไม่แน่ใจควรไปพบคนหมอเฉพาะทาง  ไม่ควรตีตราให้เด็กมีปมด้อยกับตนเอง การที่เด็กสมาธิสั้นหลักๆเราสามารถสังเกตได้โดยการที่เด็กไม่สามารถอยู่นิ่งๆได้เป็นเวลานาน ไม่มีสมาธิจดจ่อในบางสิ่งบางอย่างได้  มีพลังงานในตัวเยอะ  เราไม่สามารถบังคับให้เด็กมานั่งทำงานงานนั้นๆได้  ถ้าบังคับเด็กมากเกินไปจะเกิดการกดดันและสติแตกได้ ดังนั้นเราต้องปล่อยให้เด็กออกไปเล่นฟุตบอลหรือทำกิจกรรมต่างๆ

มุมมองทัศนคติที่เปลี่ยนไปจากการเรียนครั้งที่ 1

          เราไม่ควรที่จะตีตราเด็กว่าเป็นเด็กสมาธิสั้น  เมื่อเรายังไม่รู้ผลที่แน่ชัด ถ้าเราตีตราเด็กมากเกินไปจะทำให้เด็กเกิดปมด้อยในตัวได้  และผู้ปกครองสามารถเอาผิดได้เกี่ยวกับการกล่าวหาเด็กว่าเป็นสมาธิสั้นถ้ายังไม่มีคำยืนยันที่แน่ชัด

สิ่งที่ประทับใจ

          จากการที่ได้เรียนวิชาการช่วยเหลือเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษและเด็กกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ  ทำให้เราได้ทราบถึงแนวคิดความหมายและประเภทของเด็กปฐมวัยเกี่ยวกับการดูแลสุขภาวะเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ  และความหมายความสำคัญของสุขภาวะของเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ

นำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้

          เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับเนื้อหาบทเรียนนี้  ทำให้เราได้นำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันและเป็นแนวทางในการเป็นครูที่ดีในอนาคตได้






บันทึกครั้งที่ 2 วันที่ 18 ธันวาคม 2563

ความรู้ที่ได้รับ

          .ในเนื้อหาที่เรียนในสัปดาห์นี้มีเนื้อหาสาระเกี่ยวกับบทบาทของบุคคลในครอบครัวและการเรียนรู้ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในแต่ละช่วงวัย  ซึ่งในบางครอบครัวช่วงกลางวันผู้ปกครองมีภาระหน้าที่ต้องทำงานหารายได้ในแต่ละวัน จึงไม่สามารถเด็กปฐมวัยในช่วงอายุ 0 – 3 ปีได้  จึงต้องส่งให้สถานรับเลี้ยงเด็กหรือเรียกเป็นชื่ออื่นๆ ตามหน่วยงานภาครัฐที่ดูแลรับผิดชอบเด็กได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์และกระทรวงมหาดไทย ส่วนเด็กปฐมวัยที่อยู่ในช่วงอายุ 3 – 6 ปี ส่วนใหญ่ผู้กรองจะส่งเข้ารับการศึกษาจาสถานศึกษา  โดยให้ครูผู้เลี้ยงดูเด็ก ผู้ดูแลเด็กร่วมมือกับพ่อแม่ ผู้ปกครองและครอบครัวในการพัฒนาเด็กในหน่วยงานภาครัฐที่จัดการศึกษา  โดยการจัดการศึกษาปฐมวัยที่มีปรัชญานั้นมุ่งพัฒนาเด็กให้ได้รับการพัฒนาตามศักยภาพ  เพื่อให้เด็กมีพัฒนาการที่ครอบคลุมทั้งด้านร่างกาย จิตใจ -อารมณ์ สังคม และสติปัญญา และได้เรียนรู้เกี่ยวกับหลักการดูแลเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษแนวทางในการดูแลเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ

          ได้ทราบการดูแลเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ได้นั้น ครอบครัวมีบทบาทหลักในการดูแลเด็ก พ่อแม่ หรือผู้ดูแลมีความใกล้ชิดกับเด็กควรมีความรู้ความ เข้าใจในการดูแลเด็ก ความหมายของเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา คือ เด็กที่บกพร่องในการทำงานของ กระบวนการทางสติปัญญา และมักจะประสบปัญหาเกือบทุกด้านในการดำรงชีวิตในประจำ ความหมายของเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ คือเด็กที่มีความผิดปกติในการทำงานของสมองบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเรียนรู้ เช่น การอ่าน การเขียน การคิดคำนวณ จะมีปัญหาการพูดและการสื่อสาร ความหมายของเด็กที่มีความพกพร่องทางด้านการพูดและภาษา คือความบกพร่องที่เกิดจากกระบวนการเปล่งเสียงและใช้คำพูด สาเหตุเกิดจากทางด้านร่างกายทางสภาพแวดล้อม ทางด้านจิตวิทยา

มุมมองทัศนคติที่เปลี่ยนไปจากการเรียน

          .ในกรณีที่เด็กปฐมวัยอายุต่ำกว่า 0 – 3 ปี ส่วนใหญ่เด็กต้องได้อยู่กับพ่อแม่ เพื่อเป็นการสร้างความอบอุ่นให้กับเด็กในวัยนี้  เพราะเป็นช่วงที่เด็กต้องการความรักความเอาใจใส่จากพ่อแม่ผู้ปกครองในการเลี้ยงดูเด็ก จะมีส่วนน้อยเท่านั้นที่พ่อแม่ผู้ปกครองมีวามจำเป็นในการทำงานหารายได้ จึงต้องนำเด็กไปยัง Nursery  เพื่อให้ครูหรือผู้ดูแลได้ดูแลเด็กแทนพ่อแม่ผู้ปกครองชั่วคราว  และได้เปลี่ยนความคิดในแง่มุมต่างๆของเด็กเข้าใจเกี่ยวกับเด็กที่มีความพกพร่องทางด้านสติปัญญา ทางการเรียนรู้ และทางด้านการพูดและภาษามากขึ้น

 

 สิ่งที่ประทับใจ

          ในการเรียนรู้เกี่ยวกับการดูแลเด็กปฐมวัยในช่วงอายุ 0 – 3 ปี  ที่ต้องการความรักความอบอุ่นการเลี้ยงดู ดูแลเอาใจใส่จากพ่อแม่ และเด็กในช่วงอายุ 3 – 6 ปี ที่สามารถนำเด็กเข้ารับการศึกษาพัฒนาการศึกษาจากศูนย์พัฒนาเด็กเล็กประจำท้องถิ่นนั้นๆ และประทับใจในการยกตัวอย่างเรื่องราวเกี่ยวกับความบกพร่องต่างๆ ในตัวเด็กให้กับนักศึกษาเกิดความเข้าใจมากขึ้น

นำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้

          สามารถนำความรู้เกี่ยวกับการดูแลเด็กปฐมวัยในช่วงอายุ 0 – 6 ปี และพฤติกรรมที่อาจารย์ประจำวิชาได้ยกตัวอย่างไปศึกษาความรู้เพิ่มเติมในการช่วยเหลือเด็กที่มีความบกพร่องในด้านต่างๆ สามารถนำมาต่อยอดในการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยในวัยได้  และเป็นแนวทางในการศึกษาระดับชั้นสูงขึ้นไปในอนาคตข้างหน้า


" กิจกรรม "

                หากเป็นครูแล้วมีลูกที่มีความต้องการพิเศษ ต้องปรับความคิดอย่างไร และต้องทำอย่างไร เพื่อ ช่วยเหลือลูก

            1. ปรับเปลี่ยนความคิดอย่างไร

            ดูแลลูกให้เหมือนเด็กทั่วๆ ไป คอยให้ความรัก ความอบอุ่น รับฟังความคิดเห็นอยู่ลูกเสอมค่อยๆสอนในสิ่งที่ถูกและตักเตือนบอกกล่าวลูกในสิ่งที่ไม่ควรทำ ยอมรับในสิ่งที่ลูกเป็น คอยเป็นลักยึดเหนี่ยวให้ลูก

            2. ต้องเตรียมตัวอย่างไร

           ทำความเข้าใจปรึกษา พูดคุย กับบุคคลในครอบครัวเพื่อให้เกิด ความเข้าใจตรงกันและจะได้ปฏิบัติต่อเขาอย่างเหมาะสมมากขึ้น ทำความเข้าใจ ศึกษาเกี่ยวกับการรับรู้เรื่องเด็กพิเศษสู่สังคม ทำได้โดยการให้ข้อมูลความรู้ผ่านทางสื่อต่างๆเช่น วิทยุ โทรทัศน์ อินเตอร์เน็ต และวารสารอื่นๆ เกี่ยวกับการดูแลลูก  และเรียนรู้ว่าเด็กชอบอะไร ไม่ชอบอะไร มากน้อยแค่ไหน แล้วนำมาจัดลำดับความสำคัญ เพื่อใช้ เป็นแรงเสริมด้านต่างๆ เอาใจใส่เรื่องวิธีการเลี้ยงดู เขาอย่างถูกต้อง เหมาะสมให้เต็ม ที่ในครอบครัวว่าจะ เลี้ยงดูเขาอย่างไร








บันทึกครั้งที่ 3 วันที่ 25 ธันวาคม 2563

ความรู้ที่ได้รับ

          ได้รับความรู้เกี่ยวกับเด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมหรืออารมณ์ คือการที่เด็กพฤติกรรมหรืออารมณ์ที่ไม่เหมาะสมเบี่ยงเบน ไปจากเด็กทั่วไป จะส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้และศักยภาพในด้านต่างๆของเด็กและผู้อื่น สาเหตุจากปัจจัยด้านชีวภาพ ปัจจัยด้านจิตใจ ปัจจัยด้านสังคม และเกิดปัญหาด้านความสามารถในการเรียนรู้ ปัญหาด้านจิตใจ ปัญหาด้านสังคม

          เด็กออทิสติก คือ ภาวะระบบประสาททำงาน ซับซ้อน สาเหตุเกิดจากความผิดปกติของยีน ผู้ที่เป็นออทิสติกจะมีความสามารถเกี่ยวกับการปฏิสัมพันธ์กับผู้คนในสังคม พัฒนาการทางภาษา และทักษะการสื่อสารด้อยกว่าคนปกติ จะเกิดปัญหาเกี่ยวกับประสาทสัมผัส อาการชัก ปัญหา สุขภาพจิต

               เด็กที่มีความสามารถพิเศษ คือ เด็กที่มีความสามารถด้านใดด้านหนึ่งหรือหลายด้านที่สูงกว่าเพื่อนในวัยเดียวกัน ซึ่งควรได้รับการส่งเสริมการจัดการศึกษาที่เหมาะสมกับศักยภาพเพื่อพัฒนาความสามารถที่มีให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมให้มากที่สุด เด็กที่มีความสามารถพิเศษ ยังคงต้องการการช่วยเหลือ ดูแลและความใส่ใจเหมือนกับเด็กอื่น ๆ ทั่วไป ดังนั้นผู้ปกครองจึงควรให้การดูแลและความเอาใจใส่ ให้คำปรึกษา เช่นเดียวกับเด็กปกติอื่น ๆ  

         

มุมมองทัศนคติที่เปลี่ยนไปจากการเรียน

           จากการเรียนในคาบเรียนนี้ได้รับความรู้ต่างๆเกี่ยวกับเด็กที่มีความบกพร่องทางการพฤติกรรมหรืออารมณ์  เด็กออทิสติก และเด็กที่มีความสามารถพิเศษ ทำให้มีการเปลี่ยนมุมมองในการมองเด็กที่มีความบกพร่องในเหล่านี้ได้ดีขึ้น

 สิ่งที่ประทับใจ

            จากการเรียนในคาบเรียนนี้ มีความประทับใจมากมายเกี่ยวกับการนำเสนองานของเพื่อนในแต่ละกลุ่มมีเนื้อหาที่ชัดเจน ใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ และใช้จินตนาการในการสร้างสื่อนำเสนองานได้อย่างสวยงาม ผู้นำเสนอมีการเตรียมความพร้อมสามารถนำเสนอข้อมูลต่างๆได้อย่างชัดเจน น่าสนใจ และประทับใจท่านอาจารย์ผู้สอนรายวิชาที่ให้ข้อมูลเพิ่มเติมให้นักศึกษาได้ศึกษาข้อมูลเพื่อต่อยอดในการเรียนครั้งต่อไป

นำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้

            จากการที่ได้เรียนในคาบเรียนนี้ สามารถนำความรู้ต่างๆที่ได้จากการเรียนในคาบเรียนนี้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน โดยการนำความรู้ใหม่ๆที่ได้รับจากการที่เพื่อนแต่ละกลุ่มนำเสนองานไปใช้ต่อยอดในการศึกษาได้อย่างถูกต้อง

      





บันทึกครั้งที่ 4 วันที่ 8 มกราคม 2564

ความรู้ที่ได้รับ

          ความหมายของเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการ พิเศษ ประเภทของเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ และความหมายของของสุขภาวะ สุขภาวะที่สมบูรณ์ ทางร่างกาย สุขภาวะที่สมบูรณ์ทางจิต สุขภาวะที่ สมบูรณ์ทางสังคม สุขภาวะที่สมบูรณ์ทางจิตวิญญาณ ความสำคัญของสุขภาวะและความสำคัญของสุขภาวะ ของเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ และได้เรียนรู้ การทำสัญญาลักษณ์มือประกอบการร้องเพลงและทำ สัญญาลักษณ์มือโดยที่ไม่ต้องร้องเพลง ทำให้มีทักษะ ด้านการจำการคิด

          สรุปบทเรียนจากการเรียนทั้ง 3 คาบเรียนเกี่ยวกับความบกพร่องของเด็กพิเศษประเภทต่างๆ ทั้ง 9 ประเภทดังนี้

1.      เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน

          เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน คือ เด็กที่ไม่สามารถได้ยินได้เทียบเท่ากับบุคคลที่มีความสามารถในการได้ยินปกติที่สามารถรับฟังเสียงด้วยหูทั้ง 2 ข้างตั้งแต่ระดับ 25 เดซิเบลขึ้นไป ซึ่งจะถือว่าเป็นบุคคลที่สูญเสียการได้ยิน (Hearing loss) ซึ่งจำแนกออกได้เป็น 4 ระดับ คือ หูตึงน้อย (Mild) หูตึงปานกลาง (Moderately severe) หูตึงมาก (Severe) และหูตึงรุนแรง (Profound) โดยความบกพร่องทางการได้ยินสามารถเกิดได้กับหูข้างเดียวหรือทั้ง 2 ข้าง และเป็นสาเหตุของความยากลำบากในการได้ยินเสียงพูดหรือแม้กระทั่งเสียงที่ดังก็ตาม




          2. เด็กที่มีความบกพร่องทางการมองเห็น                                

          เด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็น คือ เด็กที่สูญเสียทางการเห็นตั้งแต่ระดับเล็กน้อยจนถึงไม่สามารถมองเห็นได้หรือตาบอดสนิท  เกณฑ์ในการพิจารณา สาเหตุเกิดจาก ความผิดปกติของดวงตาและความผิดปกติของสายตา และปัญหาในด้นพัฒนาการ ด้านพฤติกรรม ด้านการเรียน พบเด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็นได้บ่อยๆ ในโรงเรียนและในสังคมทั่วไป




          3. เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายการเคลื่อนไหว หรือสุขภาพ

          คือ เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายการเคลื่อนไหว หรือสุขภาพ เกณฑ์ในการ พิจารณา สาเหตุจากสภาวการณ์ระหว่างที่มารดาตั้ง ครรภ์ จากโรคพันธุกรรม จากความผิดปกติระหว่าง คลอด และปัญหาเกี่ยวกับการรู้ ปัญหาด้านจิตใจ ปัญหาด้านร่างกาย ที่มีความผิดปกติ บกพร่องหรือสูญเสียอวัยวะ ส่วนใดสวนหนึ่งร่างกายทำให้ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ดีหรือมีอาการเกร็ง เกี่ยวข้องกับ ความบกพร่องในส่วนสำคัญ 2 ส่วน

 1) บุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือการเคลื่อนไหว ได้แก่ บุคคลที่มีอวัยวะที่ไม่สมส่วนหรือขาดหาย กระดูกหรือกล้ามเนื้อผิดปกติ เช่นโรค ทางระบุบประสาท โรคของระบบ กล้ามเนื้อและกระดูกไม่สมประกอบมา ตั้งแต่กำเนิด การได้รับอุบัติเหตุ และ โรคติดต่อ

2) บุคคลที่มีความบกพร่อง ทางสุขภาพได้แก่ บุคคลที่มีความเจ็บ ป่วยเรื้อรังหรือมีโรคประจำตัวซึ่ง จำเป็นต้องได้รับการรักษาต่อเนื่อง






          4. เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา

          เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา คือ เด็กที่มีความบกพร่องในการทำงานของกระบวนการทางปัญญา (cognitive functioning) และมีปัญหาเกี่ยวกับพฤติกรรมการปรับตัว (adaptive behaviors) ตั้งแต่ 2 ประการขึ้นไป ในอดีตได้กำหนดให้เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาคือเด็กที่มีระดับ IQ หรือ ความฉลาดทางสติปัญญาต่ำกว่า 70 คะแนน (IQ ของคนปกติจะอยู่ที่ประมาณ 100 คะแนน) การทำงานของกระบวนการทางปัญญา และทักษะความสามารถในการทำสิ่งต่างๆของบุคคลในสภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่ มักจะประสบปัญหาเกือบทุกด้านในการดำรงชีวิตในประจำ





          5. เด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้

          เด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ คือ เด็กที่มีความผิดปกติในการทำงานของสมองบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเรียนรู้ เช่น การอ่าน การเขียน การคิดคำนวณ จะมีปัญหาการพูดและการสื่อสารเนื่องจากมีความผิดปกติของระบบประสาทชนิดถาวร ทำให้สมองถูกจำกัดความสามารถในการเรียนรู้ การทำความเข้าใจ หรือการจดจำ ส่งผลให้อาจมีทักษะในการเรียนรู้ด้อยกว่าเด็กในวัยเดียวกัน ทั้งนี้ความเอาใจใส่ของคนใกล้ชิดและการรักษาด้วยวิธีที่เหมาะสมตั้งแต่เนิ่น ๆ อาจช่วยให้เด็กพัฒนาทักษะทางด้านต่าง ๆ ได้อย่างเต็มศักยภาพและใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้เหมือนเด็กปกติ






          6. เด็กที่มีความบกพร่องทางด้านการพูดและภาษา

          เด็กที่มีความพกพร่องทางด้านการพูดและภาษา คือความบกพร่องที่เกิดจากกระบวนการเปล่งเสียงและใช้คำพูดได้อย่างถูกต้อง ไม่สามารถพูดได้อย่างราบรื่น หรือมีปัญหาเกี่ยวกับเสียงของตนเอง ถือว่าบุคคลนั้นมีความบกพร่องทางการพูด ซึ่งครอบคลุมลักษณะตั้งแต่ปัญหาความยากลำบากในการออกเสียง หรือความผิดปกติในการออกเสียง รวมถึงการพูดติดต่าง ในขณะเดียวกัน เมื่อบุคคลมีปัญหาในการรับรู้และเข้าใจภาษา หรือมีทักษะในการใช้ภาษาบกพร่อง ถือว่าบุคคลนั้นมีความบกพร่องทางภาษา ทั้งนี้ เด็กต่างสามารถประสบปัญหาความบกพร่องทางการพูดและภาษาได้ โดยสาเหตุของความบกพร่องอาจเกิดจากความผิดปกติของร่างกาย หรืออาจเป็นสาเหตุที่ไม่สามารถระบุแน่ชัดได้




          7. เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมหรืออารมณ์

          เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมหรือารมณ์ คือการที่เด็กพฤติกรรมหรืออารมณ์ที่ไม่เหมาะสมเบี่ยงเบน ไปจากเด็กทั่วไป จะส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้และศักยภาพในด้านต่างๆของเด็กและผู้อื่น สาเหตุจากปัจจัยด้านชีวภาพ ปัจจัยด้านจิตใจ ปัจจัยด้านสังคม และเกิดปัญหาด้านความสามารถในการเรียนรู้ ปัญหาด้านจิตใจ ปัญหาด้านสังคม





          8. เด็กออทิสติก

          เด็กออทิสติก คือ ภาวะระบบประสาททำงาน ซับซ้อน สาเหตุเกิดจากความผิดปกติของยีน ผู้ที่เป็นออทิสติกจะมีความสามารถเกี่ยวกับการปฏิสัมพันธ์กับผู้คนในสังคม พัฒนาการทางภาษา และทักษะการสื่อสารด้อยกว่าคนปกติ จะเกิดปัญหาเกี่ยวกับประสาทสัมผัส อาการชัก ปัญหา สุขภาพจิต





          9. เด็กที่มีความสามารถพิเศษ

          เด็กที่มีความสามารถพิเศษ คือ เด็กที่มีความสามารถด้านใดด้านหนึ่งหรือหลายด้านที่สูงกว่าเพื่อนในวัยเดียวกัน ซึ่งควรได้รับการส่งเสริมการจัดการศึกษาที่เหมาะสมกับศักยภาพเพื่อพัฒนาความสามารถที่มีให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมให้มากที่สุด เด็กที่มีความสามารถพิเศษ ยังคงต้องการการช่วยเหลือ ดูแลและความใส่ใจเหมือนกับเด็กอื่น ๆ ทั่วไป ดังนั้นผู้ปกครองจึงควรให้การดูแลและความเอาใจใส่ ให้คำปรึกษา เช่นเดียวกับเด็กปกติอื่น ๆ    






มุมมองทัศนคติที่เปลี่ยนไปจากการเรียน

          จากการเรียนรายวิชาการดูแลเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษในระยะเวลา 3 สัปดาห์ที่เพื่อนแต่ละกลุ่มนำเสนองานของกลุ่มทั้ง 9 กลุ่ม ที่มีความบกพร่องทั้ง 9 ประเภท ได้รับความรู้ต่างๆเกี่ยวกับเด็กที่มีความบกพร่องไม่ว่าจะเป็นเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน เด็กที่มีความบกพร่องทางการมองเห็น เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายการเคลื่อนไหว หรือสุขภาพ เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา เด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้  เด็กที่มีความบกพร่องทางด้านการพูดและภาษา เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมหรืออารมณ์  เด็กออทิสติก  และเด็กที่มีความสามารถพิเศษ  ทำให้มีการเปลี่ยนมุมมองในการมองเด็กที่มีความบกพร่องในเหล่านี้ได้ดีขึ้น

สิ่งที่ประทับใจ

          จากการเรียนรายวิชาการดูแลเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษในระยะเวลา 3 สัปดาห์ที่เพื่อนแต่ละกลุ่มนำเสนองานของกลุ่มทั้ง 9 กลุ่ม ที่มีความบกพร่องทั้ง 9 ประเภท มีความประทับใจมากมายเกี่ยวกับการนำเสนองานของเพื่อนในแต่ละกลุ่มมีเนื้อหาที่ชัดเจน ใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ และใช้จินตนาการในการสร้างสื่อนำเสนองานได้อย่างสวยงาม ผู้นำเสนอมีการเตรียมความพร้อมสามารถนำเสนอข้อมูลต่างๆได้อย่างชัดเจน น่าสนใจ และประทับใจท่านอาจารย์ผู้สอนรายวิชาที่ให้ข้อมูลเพิ่มเติมให้นักศึกษาได้ศึกษาข้อมูลเพื่อต่อยอดในการเรียนครั้งต่อไป

นำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้

          จากการเรียนรายวิชาการดูแลเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษในระยะเวลา 3 สัปดาห์ที่เพื่อนแต่ละกลุ่มนำเสนองานของกลุ่มทั้ง 9 กลุ่ม ที่มีความบกพร่องทั้ง 9 ประเภท สามารถนำความรู้ต่างๆที่ได้จากการเรียน ตัวอย่างหรือข้อมูลเพิ่มเติมที่อาจารย์ผู้สอนในรายวิชาเพิ่มให้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน โดยการนำความรู้ใหม่ๆที่ได้รับจากการที่เพื่อนแต่ละกลุ่มนำเสนองานไปใช้ต่อยอดในการศึกษาได้อย่างถูกต้อง

         

บันทึกการสรุปองค์ความรู้ที่ได้จากคลิป "เด็กพิเศษ สังเกตได้" พร้อมตั้งคำถามและหาคำตอบ (วันที่ 15 มกราคม 2564)


สรุปองค์ความรู้ที่ได้รับจากการฟังคลิป “เด็กพิเศษ สังเกตได้”

          เด็กพิเศษ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งเต็มๆว่า เด็กที่มีความต้องการพิเศษ ที่จำเป็นต้องได้รับการดูแล ช่วยเหลือเป็นพิเศษ ทั้งในด้านการใช้ชีวิตประจำวัน การเรียนรู้และการเข้าสังคม เพื่อให้เด็กได้รับการพัฒนาตามศักยภาพของตัวเด็กเอง ซึ่งเด็กพิเศษก็มีการแตกแขนงประเภทไปได้หลายอย่าง

ประเภทของกลุ่มเด็กพิเศษ

          ในอดีตมีการแบ่งกลุ่มเด็กพิเศษตามความบกพร่องไว้ 5 ประเภท ได้มีการปรับให้เป็น 6 ประเภท และในปัจจุบันกำหนดให้เป็น 7 ประเภท ได้แก่

1.       บุคคลที่มีความบกพร่องทางการมองเห็น

2.       บุคคลที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน

3.       บุคคลที่มีปัญหาทางอารมณ์และพฤติกรรม

4.       บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา

5.       บุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือสุขภาพ

6.       บุคคลที่มีปัญหาทางการเรียนรู้

7.       บุคคลออทิสติก

          ในปัจจุบันสถานการณ์สภาวะของเด็กพิเศษเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะเด็กที่มีความต้องการเป็นพิเศษ ประเภทเด็กออทิสติก เด็กที่มีความบกพร่องในการเรียนรู้ เด็กสมาธิสั้น เด็กในกลุ่มนี้มีทั้งอยู่ในระบบการศึกษาและนอกระบบการศึกษา ซึ่งขาดการส่งเสริมดูแลตามพัฒนาการการเรียนรู้อย่างเข้าใจ เด็กในกลุ่มนี้จึงมีความต้องการเฉพาะทั้งในด้านการเลี้ยงดูในครอบครัวและการให้การศึกษาในห้องเรียน ที่ต้องมีการจัดระบบการคัดกรอง วินิจฉัยและดูแลอย่างเหมาะสม

การเล่นเป็นการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กที่มีความต้องการพิเศษอย่างไร

          พ่อแม่นับเป็นเพื่อนเล่นคนแรกของลูกและเป็นเพื่อนเล่นที่ดีที่สุด เพราะเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในการเลือกของเล่นและชนิดของการเล่นแต่ละประเภทให้กับลูก สอนวิธีการเล่นแนะนำสิ่งที่ถูกต้องให้แก่ลูกมีการศึกษาค้นคว้า พบว่า เด็กที่มีความคิดสร้างสรรค์มากที่สุด มักเป็นเด็กที่มีผู้ใหญ่ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยในการเล่นก่อให้เกิดความผูกพัน รักใคร่ ซึมซับ และเกิดความสัมพันธ์ที่ดีในครอบรัว ตังนั้นพ่อแม่จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรู้จักธรรมชาติและพัฒนาการของเด็กเป็นพื้นฐาน เพื่อช่วยประมาณและประเมินความสามารถของเด็กจะทำให้การเล่นเกิดประโยชน์สูงสุด เด็กจะทำได้สำเร็จ เกิดความภาคภูมิใจ จะก่อให้เกิดผลดีต่อบุคลิกภาพและพัฒนาการด้านอื่นๆ ตามมาเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่

 


 


ลิงค์ข้อสอบ 

 http://https://drive.google.com/file/d/1adu4S48k9aVb4eBoU5ZbWEJ1CbeU4_bn/view?usp=drivesdk



บันทึกครั้งที่ 6 

การตอบคำถามจากคลิป "การศึกษาพิเศษ เมื่อลูกพร้อมสังคมจึงพร้อม" (วันที่ 22 มกราคม 2564)


https://drive.google.com/file/d/1cj2DvmmDbAahlKHGWoxXr-lTSf97vWXw/view?usp=drivesd


บันทึกครั้งที่ 6 


ตอบคำถามการศึกษาพิเศษ เราคือครอบครัวเดียวกัน

          น้องปอร์

1. มีอาการบกพร่องทางการออกเสียงในการพูดคุยสนทนากับครู

2 ครูใช้เทคนิคในการวาดรูปเท้าของน้องปอร์แล้วนำรูปเท้าที่วาดมาถามน้องว่านี่เป็นรูปเท้าของใครให้น้องค่อยๆออกเสียงขานชื่อตนเอง

3.ผู้ปกครองกังวลว่าลูกของตนจะมีพัฒนาการไม่เหมือนเด็กทั่วไปและไม่สามารถแยกจากแม่ได้

4. บกบาทของผู้ปกครอง ค่อยๆสอนให้เด็กรู้จักการรอคอยทำให้เด็กอยากที่จะมาโรงเรียนและได้ทำกิกรรมร่วมกับเพื่อนในห้อง

          น้องเสื้อเขียว

1. มีอาการบกพร่องทางการเคลื่อนไหว

2. ครูใช้เทคนิคในการให้เด็กได้ฝึกการเคลื่อนไหวและทรงตัว

3. ผู้ปกครองกังวลว่าเด็กทำไม่ได้ พามาจะได้อะไร กลัวการรบกวนผู้อื่น

4. บทบาทของผู้ปกครองได้เห็นพัฒนาการของเด็กว่าจะฝึกอย่างไร มีแนวทางและมีที่ปรึกษา คุณครูจะบอกวิธีให้ผู้ปกครองได้นำไปปฏิบัติต่อเด็กโดยการคอยสอนให้เด็กใจเย็นลงสื่อสารโดยใช้ความรู้สึกกับเด็กเรื่อยๆให้ผู้ปกครองเชื่อว่าเด็กทำได้พยายามเปิดโอกาสให้เด็กได้ดึงศักยภาพของตนเองออกมา

          น้องโฮบ

1. มีอาการบกพร่องทางอารมณ์และพฤติกรรม เด็กมักจะกรีดร้องเมื่อไม่ได้ดั่งใจ

2.ครูใช้เทคนิคสอนให้เด็กช่วยเหลือตนเอง ให้คำแนะนำกับผู้ปกครองในการปฏิบัติต่อเด็ก

3.ผู้ปกครองไม่เคร่งลูกมากเกินไป ไม่ควรขีดเส้นเด็กว่าต้องเรียนกับผู้อื่นได้

4.บทบาทของผู้ปกครองในขณะที่ลูกอยู่บ้านเราควรแทรกเข้าไปในกิจวัตรประจำวัน เวลาพูดสื่อสารกับเด็กอาจพูดออกมาไม่เป็นคำ ผู้ปกครองก็พยายามสอนเด็ก ถ้าจะพูดออกเสียงแบบนี้ ทำรูปปากแบบนี้ ให้กำลังใจเมื่อเด็กสื่อสารกับเราได้ และเด็กก็จะอยากสื่อสารกับเราต่อ

          น้องกาฟิว

1. มีอาการบกพร่องทางการออกเสียงในการสื่อสาร เมื่อน้องเครียดและสื่อสารกับคนอื่นไม่ได้ เด็กมักจะใช้มือตีหัวตนเอง

2 ครูใช้เทคนิคในการเปิดโอกาสให้เด็กได้บอกและรอ สักพักแล้วจะสื่อสารกันได้เข้าใจ

3. ผู้ปกครองกังวลเวลาเด็กเครียด เด็กมักจะใช้มือตีหัวตนเองอยู่เรื่อย ผู้ปกครองก็ไม่ไหวในการรั้งเด็กไมให้ตีหัวตนเอง เวลาสื่อสารกับผู้ปกครองไม่เข้าใจ

4. บทบาทของผู้ปกครองดีใจที่เด็กสามารถสื่อสารกับผู้อื่นได้.

          เด็กผู้หญิง

1. มีอาการบกพร่องทางสติปัญญาเด็กไม่มีสมาธิในการทำกิกรรม ไม่สามารถจดจ่อในการปฏิบัติกิจกรรมได้

2. ครูใช้เทคนิคในการสอนให้เด็กปรับพฤติกรมกระตุ้นเด็กอย่างต่อเนื่องทั้งที่บ้านด้วยและการสื่อสารต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

3. ผู้ปกครองต้องยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น ผู้ปกครองไม่มีเวลาในการดูแลเด็กอย่างเต็มที่ เมื่อเวลาผ่านไปเต็มที่ เราไม่สามารถที่จะซื้อเวลากลับมาได้

4. บทบาทของผู้ปกครองอย่าอายที่จะพาเด็กออกมาสู่โลกภายนอก เปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้หลายๆ ต้าน

ผู้ปกครองพูดคุยดูแลเด็กให้อยู่ในทิศทางเตียวกัน

          เด็กแฝด

1. มีอาการบกพร่องทางการเรียนรู้ กลัวที่จะปฏิบัติกิจกรรม ไม่กล้าที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ

2. ครูใช้เทคนิคในการฝึกเด็กให้จับผลเงาะแยกกับลูกบอล สอนให้เด็กได้เรียนรู้ค่อยๆ สัมผัสวัตถุที่ครูนำมาให้เด็ก

3. ผู้ปกครองต้องการให้เด็กฝึกการจับวัตถุและเคลื่อนไหวด้วยตนเอง

4.บทบาทของผู้ปกครองคอยสอนให้เด็กหยิบจับวัตถุเหมือนที่ครูสอน ผู้ปกครองต้องสร้างกำลังใจให้กับตนเองก่อนเด็กถึงจะมีพลังไม่ปล่อยให้เด็กทำได้เพียงอย่างเดียว ต้องช่วยเหลือเด็กให้ได้มากที่สุด

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

นางสาวปนัดดา ต้นหนองสรวง รหัส62121860224

นางสาวศิราพร ดัชถุยาวัตร รหัส62121860207

นางสาวอิศราวรรณ สืบสอน รหัสนักศึกษา62121860201