นางสาวเจนจิรา สุขสวัสดิ์ 62121860214

 


                                                                 บันทึกครั้งที่ 1

                                                             วันที่ 4 ธันวาคม 2563


-ความรู้ที่ได้รับ

          ได้เรียนรู้ความหมายของเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ เด็กที่มีความจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือเนื่องด้วยการขาดความสามารถไม่ว่าจะเป็นทางด้านร่างกาย จิตใจ หรือสติปัญญา ประเภทของความต้องการพิเศษมีความหลากหลายและอาจแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ซึ่งมีผลให้พฤติกรมของเด็กมีความแตกต่างกันไปด้วย ดังนั้นการเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องลักษณะบางประการของเด็กที่มีความต้องการพิเศษจะช่วยทำให้สามารถคาดการณ์ได้ว่าเด็กที่ได้พบเห็นนั้นน่าจะเป็นเด็กที่มีความต้องการพิเศษประเภทใด ซึ่งจะสามารถจัดบริการทางการศึกษา

            เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน คือ บุคคลที่บกพร่องหรือสูญเสียทางการได้ยินเป็นเหตุให้การรับฟังเสียงต่าง ๆ ได้ ไม่ชัดเจน ตั้งแต่ระดับรุนแรงถึงระดับน้อย

            เด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็น คือ  อการสูญเสียการมองเห็น (Vision Loss) จนถึงระดับหนึ่ง อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากความสามารถในการมองเห็นที่มีอยู่อย่างจำกัด ซึ่งอาจเกิดจากโรค (Disease) การบาดเจ็บ (Trauma) รวมถึงความผิดปกติที่มีมาตั้งแต่กำเนิด (Congenital conditions) หรือเสื่อมสภาพในภายหลัง (Degenerative conditions) ในปัจจุบันเด็กจำนวน 1 ใน 5 ประสบปัญหาเกี่ยวกับความบกพร่องในการมองเห็น อย่างไรก็ตามเด็กมักไม่รู้ว่าตนเองมีความบกพร่องทางการมองเห็น เนื่องจากเด็กที่มีปัญหาส่วนใหญ่เติบโตขึ้นมากับอาการดังกล่าวโดยไม่รู้ว่าการมองเห็นที่ปกตินั้นเป็นอย่างไร อีกทั้งยังมักเข้าใจว่าคนอื่นก็เห็นโลกในลักษณะที่ไม่ต่างไปจากที่เขาเห็นเช่นกัน

                เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายการเคลื่อนไหว หรือสุขภาพ เกณฑ์ในการพิจารณา สาเหตุจากสภาวการณ์ระหว่างที่มารดาตั้งครรภ์ จากโรคพันธุกรรม จากความผิดปกติระหว่างคลอด และปัญหาเกี่ยวกับการรู้ ปัญหาด้านจิตใจ ปัญหาด้านร่างกาย


-มุมมองทัศคติที่เปลี่ยนไป

         เมื่อก่อนเข้าใจว่าเด็กพิเศษเป็นเด็กที่เรียนไม่เก่งเรียนไม่เข้าใจอะไรเลย พอได้เห็นความบกพร่องในหลายๆอย่างก็ทำให้เข้าใจมากขึ้น


- ความประทับใจ

          ประทับใจในการร้องเพลงและทำท่าก่อนเรียนและ ประทับใจในผลงานของหลายๆกลุ่ม


-การนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

           สามารถนำการทำสัญญามือไปใช้กับเด็กปฐมวัยได้ และการแก้ปัญหาในการช่วยเหลือเด็กพิเศษในการเรียนการสอนได้










                                                               บันทึกครั้งที่ 2

                                                          วันที่ 18 ธันวาคม 2563


-ความรู้ที่ได้รับ

               ได้ทราบว่าการดูแลเด็กที่มีความต้องการพิเศษได้นั้น ครอบครัวมีบทบาทสำคัญในการดูแลเด็ก พ่อแม่หรือผู้ดูแลที่มีความใกล้ชิดกับเด็ก ควรมีความรู้และความเข้าใจในการดูแลเด็กพิเศษ

                เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา เด็กที่มีความบกพร่องในการทำงานของกระบวนการทางปัญญา (cognitive functioning) และมีปัญหาเกี่ยวกับพฤติกรรมการปรับตัว (adaptive behaviors) ตั้งแต่ 2 ประการขึ้นไป ในอดีตได้กำหนดให้เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาคือเด็กที่มีระดับ IQ หรือ ความฉลาดทางสติปัญญาต่ำกว่า 70 คะแนน (IQ ของคนปกติจะอยู่ที่ประมาณ 100 คะแนน) อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมาคำจำกัดความของความบกพร่องทางสติปัญญานั้นจะรวมทั้งเรื่องของการทำงานของกระบวนการทางปัญญา

                เด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้  คือเด็กที่มีความผิดปกติในการทำงานของสมองบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเรียนรู้ เช่น การอ่าน การเขียน การคิดคำนวณ สาเหตุมาจากปัจจัยทางชีวภาพ และปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม ปัญหาที่พบก็จะมีปัญหาการพูดและการสื่อสาร ปัญหาพื้นฐานการอ่าน การเขียน และคณิตศาสตร์

               เด็กที่มีความพกพร่องทางภาษาการพูดและภาษา  คือความบกพร่องที่เกิดจากกระบวนการเปล่งเสียงและใช้คำพูด สาเหตุเกิดจากทางด้านร่างกาย ทางสภาพแวดล้อม ทางด้านจิตวิทยา


-มุมมองทัศคติที่เปลี่ยนไป

                เมื่อก่อนเข้าใจว่าเด็กที่มีความพกพร่องทางสติปัญญา คือเด็กที่ การอ่าน การเขียน การคิดคำนวณ ไม่ได้แต่พอได้เรียนทำให้ดิฉันได้ทราบว่าเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา คือ เด็กที่บกพร่องในการทำงานของกระบวนการทางสติปัญญา คือเด็กที่มี IQ ต่ำกว่า 70 คะแนน


-ความประทับใจ

                การยกตัวอย่างเด็กที่มีความพกพร่องต่าง ๆ และเล่าเรื่องลาวกับตัวเด็กทำให้นักศึกษามีความเข้าใจมากยิ่งขึ้น 


-การนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

                     สามารถนำพฤติกรมเด็กที่อาจารย์ได้ยกตัวอย่างไปศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม และการช่วยเหลือเด็กที่มีความบกพร่องในด้านต่าง ๆ ในการออกไปในโรงเรียนในครั้งต่อ ๆไป


-กิจกรรม

        หากเป็นครูแล้วมีลูกที่มีความต้องการพิเศษต้องปรับความคิดอย่างไร และต้องทำอย่างไร เพื่อช่วยเหลือลูก

                1. ปรับเปลี่ยนความคิดอย่างไร

                    ต้องดูแลให้ดีที่สุดเหมือนเด็กทั่ว ๆไป ต้องคอยให้ความรัก ความอบอุ่น คอยเอาใจใส่ และยอมรับในสิ่งที่ลูกเป็นไม่ว่าเขาจะเป็นอย่างไร ไม่ควรเอาลูกไปเปรียบเทียบกับใคร คอยเป็นที่ยึดเหนี่ยวให้กับลูก 


                 2. ต้องเตรียมตัวอย่างไร

                        ศึกษา ทำความเข้าใจปรึกษา พูดคุยทำความเข้าใจกับสมาชิกในบ้านทุกคนเพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกันและจะได้ปฏิบัติต่อเขาอย่างเหมาะสมมากขึ้น การเปิดการรับรู้เรื่องเด็กพิเศษสู่สังคมทำได้โดยการให้ข้อมูลความรู้ ผ่านทางสื่อต่าง ๆ ทั้งวิทยุ และเรียนรู้ว่าเด็กชอบอะไร ไม่ชอบอะไร มากน้อยแค่ไหน แล้วนำมาจัดลำดับความสำคัญ เพื่อใช้เป็นแรงเสริมด้านต่าง ๆ เอาใจใส่เรื่องวิธีการเลี้ยงดูเขาอย่างถูกต้อง เหมาะสมให้เต็ม ที่ในครอบครัวว่าจะเลี้ยงดูเขาอย่างไร 








                                                                        บันทึกครั้งที่ 3

                                                                    วันที่ 25 ธันวาคม 2563


-ความรู้ที่ได้รับ

                เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมหรือารมณ์ คือ ด็กที่แสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสม (ต่อต้านตนเองหรือผู้อื่น) หรือมีความรู้สึกนึกคิดที่ผิดไปจากปกติ (แสดงออกถึงความต้องการทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น มีความเชื่อมั่นในตนเองต่ำ) ออกมาอย่างเนื่องจนถึงระดับที่ส่งผลกระทบต่อการศึกษาของเด็กไม่ว่าจะเพียงลักษณะเดียว หรือหลายลักษณะร่วมกันก็ได้ เช่น มีความยากลำบากในการเรียน ซึ่งไม่สามารถอธิบายได้ด้วยเหตุผลทางด้านสติปัญญา ประสาทสัมผัส หรือสุขภาพ มีความยากลำบากในการสร้างหรือคงไว้ซึ่งความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเพื่อนและครู แสดงออกถึงภาวะความเครียดและไม่มีความสุขอย่างเป็นปกติ มีแนวโน้มของอาการทางสุขภาพร่างกาย

              เด็กออทิสติก คือ   ภาวะระบบประสาททำงานซับซ้อน ผู้ที่เป็นออทิสติกจะมีความสามารถเกี่ยวกับการปฏิสัมพันธ์กับผู้คนในสังคม พัฒนาการทางภาษา และทักษะการสื่อสารด้อยกว่าคนปกติ ทั้งนี้ ผู้ป่วยออทิสติกมักมีพฤติกรรมทำอะไรเหมือนเดิมซ้ำ ๆ เช่น โยนของไปมา สะบัดมือซ้ำ ๆ หรือชอบพูดเลียนแบบ โดยอาการอาจรุนแรงหรือไม่รุนแรงก็ได้           

            เด็กที่มีความสามารถพิเศษ คือ เด็กที่มีความสามารถอันโดดเด่นด้านสติปัญญา การใช้ภาษา การเป็นผู้นำ ความสามารถทางกีฬา แสดงให้เห็นศักยภาพอย่างประจักษ์เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับเด็กที่อายุระดับเดียวกัน ลักษณะเด็กจะใช้คำศัพท์สูงเกินวัย จดจำสิ่งต่าง ๆได้รวดเร็ว เข้าใจที่ซับซ้อน


-มุมมองทัศคติที่เปลี่ยนไป

           เข้าใจเด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมหรือารมณ์มากขึ้น ทำให้เห็นความแตกต่างของเด็กพิเศษ


-ความประทับใจ

            ประทับใจในการร้องเพลงและทำท่าก่อนเรียนและ ประทับใจในผลงานของหลายๆกลุ่ม


-การนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

             สามารถนำไปใช้ในการเรียนการสอน  และแก้ปัญหา การส่งเสริมต่าง ๆให้กับเด็กได้ในอนาคต








                                                                บันทึกครั้งที่4

                                                           วันที่ 8 มกราคม 2563


-ความรู้ที่ได้รับ

            ได้เรียนรู้วิธีการสังเกตพฤติกรรมของเด็กแต่ละกลุ่มและได้ทราบแบบคัดกรองเด็กที่มีความต้องการพิเศษในแบบต่าง ๆที่เพื่อนส่ง มีการดูแลรักษาอย่างไรบ้าง การปฎิบัติดูแลในตัวเด็กอย่างไร


มุมมองทัศนคติที่เปลี่ยนใจ

            ได้ทราบถึงการเรียนรู้ในการดูแลเด็ก ว่ามีการดูแลอย่างไร นำวิธีการที่ได้เรียนรู้ไปปรับใช้กับเด็ก ๆ เรียนรู้ในเนื้อหาต่าง ๆของกลุ่มในแต่ละกลุ่มว่ามีเนื้อหาอย่างไรบ้าง


-ความประทับใจ

            ได้เรียนรู้ในเนื้อหาต่างๆของกลุ่มเพื่อน ว่ามีเนื้อหาอย่างไร มีรูปภาพประกอบเพื่อให้การเรียนรู้เข้าใจมากขึ้น ทำให้เรื่องบางเรื่องเราได้เข้าใจในเนื้อหามากขึ้น


-การนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

            สามารถนำความรู้การสังเกตเด็กที่มีความต้องการพิเศษมาใช้ในการสังเกตเด็ก หรือนักเรียนที่เราต้องพบเจอ เพื่อสามารถหาแนวทางช่วยเหลือได้ และสามารถนำความรู้เหล่านี้ไปบอกต่อแก่พ่อแม่ ผู้ปกครองที่มีลูกเล็กๆ เพื่อที่จะสามารถสังเกตพัฒนาการของลูกได้

 

                                              แบบคัดกรองบุคคลที่มีความต้องการพิเศษ มี 9 ประเภทดังนี้


1. แบบคัดกรองบุคคลที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน

 




2. แบบคัดกรองบุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกาย การเคลื่อนไหวและสุขภาพ




                                              3. แบบคัดกรองบุคคลที่มีความบกพร่องทางการเห็น




                                        4. แบบคัดกรองบุคคลที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษา





                                            5. แบบคัดกรองบุคคลที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้









                                                    6. แบบคัดกรองนักเรียนรายบุคคล





                                                            7. บุคคลออทิสติก





                                                8. บุคคลที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมหรืออารมณ์





                                                    9. บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา







บันทึกครั้งที่ 5

                                          วันที่ 15 ธันวาคม 2563

 

ความรู้ที่ได้จากคลิปและตั้งคำถาม พร้อมคำตอบแบบอัตนัย(เขียนบรรยาย) คนละ 3 ข้อ

 

ความรู้ที่ได้รับ

 

            ได้เรียนรู้คำว่า เด็กพิเศษ หมายถึง เด็กที่มีความต้องการพิเศษและ  หมายถึงเด็กกลุ่มที่จำเป็นต้องได้รับการดูแล ช่วยเหลือเป็นพิเศษ  เพิ่มเติมจากวิธีการตามปกติ ทั้งในด้าน  การใช้ชีวิตประจำวัน การเรียนรู้ และการเข้าสังคม เพื่อให้เด็กได้รับการพัฒนาเต็มตามศักยภาพของเขาเอง  โดยออกแบบการดูแล  ช่วยเหลือเด็ก ตามลักษณะความจำเป็น และความต้องการของเด็กแต่ละคน

             ได้ความรู้ในการสังเกต (ความบกพร่องทางการมองเห็น) เวลาเด็กเขียนหนังสือจะหรี่ตา บ่นว่ามองไม่ชัด

             ได้ความรู้การสังเกต (ความบกพร่องทางการได้ยิน)  เวลาเรียกเด็กหันไหม  เมื่อเรียกด้วยเสียงปกติ ถ้าไม่ได้รับการช่วยเหลือ จะมีอาการคล้ายกับเด็กสมาธิสั้น   ให้ความสนใจต่อการสั่นสะเทือน

             ได้ความรู้การสังเกต (ความบกพร่องทางอารมณ์ และ พฤติกรรม) เด็กมีการซึมเศร้าหงุดหงิด ไม่อยากไปโรงเรียน จะมีอาการร้องงอเเงกว่าเด็กวัยเดียวกัน

             ได้ความรู้การสังเกต (ความบกพร่องทางร่างกาย หรือ สุขภาพ) สังเกตการชัดเจนจากมีการเจ็บป่วยเรื้อรัง เเขนขาลีบ โปลิโอ หรือพิการทางด้านอื่น

             ได้เรียนรู้  การสังเกต (ความบกพร่องทางสติปัญญา) มี พัฒนาการล่าช้าชัดเจนตั้งแต่เล็ก ๆทั้งในด้านประสาทสัมผัสและการเคลื่อนไหว  อาจจะฝึกการช่วยเหลือตนเองได้บ้าง แต่ต้องอาศัยการฝึกอย่างมาก ส่วนใหญ่พบว่ามีพยาธิสภาพ ต้องการการดูแลตลอดเวลา ตลอดชีวิต แม้จะเป็นผู้ใหญ่แล้วก็ตาม

               การสังเกต (ความบกพร่องทางการเรียนรู้)  ก่อนวัยเรียอาจพูดได้ช้า ในวัยเรียนจะอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้

               ได้เรียนรู้การสังเกต (ออทิสติก) เกิดจากพัฒนาการที่ผิดปกติของสมองที่มีสาเหตุเกี่ยวข้องกับปัจจัยทางพันธุกรรม ไม่ได้เกิดจากการเลี้ยงดูของผู้ปกครอง ทำให้เกิดความบกพร่องด้านการพูดสื่อสาร และปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ร่วมกับมีพฤติกรรมและความสนใจแบบแคบ จำกัด และเป็นแบบแผนซ้ำ ๆ

 

มุมมองทัศนคติที่เปลี่ยนไป

 

            จากที่เมื่อก่อนเข้าใจว่าเด็กเด็กพิเศษ หมายถึงเด็กที่เรียนเก่ง และพัฒนาการที่เร็ว แต่พอได้ความรู้ใหม่ๆมาก็ทำให้ทราบความหมายของแต่ละความบกพร่องลสาเหตุของความบกพร่อง

 

ความประทับใจ

 

            ประทับใจการให้ข้อมูลที่เข้าใจง่ายและสามารถนำใช้ความรู้เหล่านั้นได้

 

การนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

 

            นำไปใช้ในการสังเกตพฤติของเด็กว่าเด็กมีความบกพร่องหรือไม่ ถ้าเด็กมีความบกพร่องก็จะสามารถหาเเนวทางในการเเก้ไขได้ทัน

 

 

 

คำถาม

 

1.      เด็กพิเศษหมายถึงอะไร

      ตอบ      เด็กที่มีความต้องการพิเศษและ  หมายถึงเด็กกลุ่มที่จำเป็นต้องได้รับการดูแล ช่วยเหลือเป็นพิเศษ  เพิ่มเติมจากวิธีการตามปกติ ทั้งในด้าน  การใช้ชีวิตประจำวัน การเรียนรู้ และการเข้าสังคม เพื่อให้เด็กได้รับการพัฒนาเต็มตามศักยภาพของเขาเอง  โดยออกแบบการดูแล  ช่วยเหลือเด็ก ตามลักษณะความจำเป็น และความต้องการของเด็กแต่ละคน

 

2.      ความบกพร่องทางการได้ยินสังเกตจากอะไร

                ตอบ    เวลาเรียกเด็กหันไหม  เมื่อเรียกด้วยเสียงปกติ ถ้าไม่ได้รับการช่วยเหลือ จะมีอาการคล้ายกับเด็กสมาธิสั้น   ให้ความสนใจต่อการสั่นสะเทือน

            

     3. ออทิสติกสังเกตได้จากอะไร

                ตอบ   เกิดจากพัฒนาการที่ผิดปกติของสมองที่มีสาเหตุเกี่ยวข้องกับปัจจัยทางพันธุกรรม ไม่ได้เกิดจากการเลี้ยงดูของผู้ปกครอง ทำให้เกิดความบกพร่องด้านการพูดสื่อสาร และปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ร่วมกับมีพฤติกรรมและความสนใจแบบแคบ จำกัด และเป็นแบบแผนซ้ำ ๆ



บันทึกครั้งที่ 6

ตอบคำถาม

 

1. เรียนชั้นไหนอายุเท่าไร เรียนที่ไหน มีลักษณะพิเศษอย่างไร

         ตอบ  น้องคิตตี้เป็นเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยินและมีความพิการซับซ้อน  น้องคิตตี้อายุ 6 ขวบ

                 ลักษณะพิเศษคือ   มีความผิดปกติทางการได้ยิน มีรูปมือที่ผิดปกติ มีนิ้วเหมือนก้ามปู และช่อง   เพดานปากโหว่ และปัญหาของตาที่มีขนาดเล็ก

 

2.ครูใช้เทคนิควิธีการอะไรบ้างในการช่วยเหลือคิตตี้ตั้งแต่ระยะแรกเริ่มจนถึงปัจจุบัน

         ตอบ  ครูใช้เทคนิควิธีการสอนแบบตัวต่อตัวให้เรียนกับครูสอนพิเศษโดยตรงตั้งแต่ อนุบาลเรียนรู้ผ่านการเล่นฝึกให้เขามีพัฒนาหลายๆด้าน ทั้งสติปัญญาและร่างกายและคอยๆให้เข้าเรียนร่วม ครูฝึกสอนในการออกเสียงและลมหายใจ ให้เขารู้จังหวะแรง และเบาการเป่าฟองสบู่

 

3.นศ.คิดว่าเป้าหมายหรือหลักชัยที่ครูต้องการพัฒนาและช่วยเหลือให้คิตตี้ไปถึงคืออะไร

         ตอบ เป้าหมายของครูคือเห็นน้องคิตตี้มีพัฒนาการที่คอยๆเหมือนเพื่อนที่ละนิดและเห็นน้องคิตตี้สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ในการใช้ชีวิตในแต่ละวัน เช่น ปูที่นอนเอง ใส่เสื้อผ้าเอง กินข้าวได้เอง แปรงฟันได้เองเหมือนเพื่อนๆ เห็นเขามีความสุขในการใช้ชีวิต และนี้คทอเป้าหมายที่ครูอยากเห็นคิตตี้สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ได้มีปัญญาร่างกายที่พร้อมในการใช้ชีวิตในอนาคต

 

4.บทบาทพ่อแม่และครูที่ช่วยให้คิตตึ้ไม่รู้สึกว่ามีปมด้อยคืออย่างไร

        ตอบ. บทบาทของพ่อแม่คือส่งเสริมเขาในเรื่องต่าง ๆ คอยฝึกให้เขารู้จักในหลายๆอย่างทั้งจิตใจและร่างกายของน้องคิตตี้ เพื่อให้เขารับในสิ่งที่เข้าเป็น และพ่อแม่รู้ว่าลูกเป็นอะไรก็จะได้เปิดโอกาศให้ครูพิเศษ หรือหมอได้รักษาในสิ่งที่เขาเป็นไม่ปกปิดและพร้อมเปิดใจให้ทุกคนพร้อมรับปัญหาของน้องและรีบแก้และพร้อมที่จะส่งเสริมเขาในร่างกายสติปัญญา

 

5.สื่ออุปกรณ์ในวีดีโอนี้ที่เหมาะกับการนำไปใช้กับเด็กควรมีคุณสมบัติอย่างไร

        ตอบ สื่ออุปกรณ์มีความทนทานที่แข็งแรงที่เด็ก ๆสามารถเล่นแล้วไม่พังในขณะเล่น

และสื่อในการเล่นพร้อมที่จะส่งเสริมทางการออกเสียงและการได้ยินสื่อการเรียนการสอนในห้องเรียน

 

6.การที่คิตตี้มาเรียนร่วมกับเพื่อนในชั้นเรียนปกติ นศ.คิดว่าสิ่งที่เพื่อนร่วมชั้นของคิตตี้ได้รับการพัฒนาคือเรื่องใดบ้าง

        ตอบ การที่คิตตี้เรียนร่วมกับเพื่อนในชั้นเรียนสามารถทำให้น้องคิตตี้มีรวามกล้าและรู้สึกว่าตัวเองมีพัฒนาการที่เหมือนๆคนอื่นๆได้การยอมรับจากเพื่อนๆได้ฝึกการแบ่งกันกับเพื่อนๆ

 

7.ในกรณีของน้องคิตตี้เข้ากับหลักการของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือในระยะแรกเริ่มอย่างไร

       ตอบ  เริ่มจากพ่อแม่ที่เปิดใจและเปิดโอกาศให้กับน้องคิตตี้กฎหมายจะช่วยหลายๆอย่างให้กับพ่อกับแม่และน้องคิตตี้เพื่อคุมครองสิทธิของน้อง

 

 

8.เทคนิคใดที่พ่อกับแม่หรือครูใช้ในการช่วยเหลือคิตตี้ที่ นศ.ประทับใจ และเพราะเหตุใด

       ตอบ เทคนิคการทำความเข้าใจการเปิดใจพูกกับน้องคิตตี้โดยตรง เทคนนิคการสอนของครูประทับใจในการสอนของคุณครูในหลาๆอย่างเพราะช่วยฝึกคิดตี้ ประทับใจในการดูแลใส่ใจของคุณครูประทับใจการดูแลที่ดูแลคิดตี้เท่าๆกับเด็กทุกคนโดยฝึกทักษะการเล่น ให้เขามีพัฒนาการหลายๆด้านรวมกันประทับใจในการแทรงสอนให้เท่สกับเพื่อนคนอื่น

 

9.หากนศ.พบเด็กที่ต้องการความช่วยเหลือในระยะแรกเริ่มจะแนะนำแก่ผู้ปกครองอย่างไร

      ตอบ จะแนะนำพ่อกับแม่ในทางที่ดีพูดคุยกับผู้ปกครองเป็นการส่วนตัวและบอกความผิดปกติของเด็กคนนั้นว่ามีอากาศยังไงเพื่อจะได้รีบรักษาแบะแก้ปัญหาเพื่อจะได้ส่งเสริมในด้านต่างๆให้กับเด็ก เพื่อให้พ่อแม่ได้ไปปรึกษาหมอและรีบให้ครูได้ส่งเสริมในสิ่งที่เขาเป็น



ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

นางสาวปนัดดา ต้นหนองสรวง รหัส62121860224

นางสาวศิราพร ดัชถุยาวัตร รหัส62121860207

นางสาวอิศราวรรณ สืบสอน รหัสนักศึกษา62121860201