นางสาววราลี จุฬา รหัส 62121860213

 

บล็อกครั้งที่1 วันที่ 4 ธันวาคม 2563

รายวิชา การช่วยเหลือเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษและเด็กกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ

ความรู้ที่ได้รับ

1.      เด็กบกพร่องทางการได้ยิน

คือ เด็กที่สูญเสียการได้ยิน เป็นเหตุให้รับฟังเสียงต่างๆได้ไม่ชัดเจน

2.      การดูแลเด็กปฐมวัยที่มีความบกพร่องทางร่างกายการเคลื่อนไหว หรือสุขภาพ

คือ เป็นกลุ่มของเด็กในกลุ่มบกพร่องอีกกลุ่มหนึ่ง ที่เกี่ยวข้องกับความบกพร่องในส่วนสำคัญ 2 ส่วน

       3. เด็กที่มีความบกพร่องทางการมองเห็น

คือ บุคคลที่สูญเสียการเห็นตั้งแต่ระดับเล็กน้อยจนถึงตาบอดสนิท พบเจอได้ในโรงเรียนหรือสังคมทั่วไป

สำหรับการมีสุขภาวะของเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษมีความสำคัญทั้งต่อตัวเด็ก ครอบครัว และสังคม เด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ ต้องการความช่วยเหลือ และการดูแลเป็นพิเศษทางร่างกาย จิตใจ สังคม สติปัญญา เป็นคนดี มีความสุข

มุมมองทัศนคติที่เปลี่ยนใจ

สำหรับหนูเองมองว่าคนที่เขาบกพร่องกว่า เป็นคนที่เราควรให้ความสำคัญและควาใส่ใจเป็นมากกว่าคนอื่น ๆ เป็นพิเศษ เพราะเขามีปมที่เราไม่ควรไปเน้นย้ำให้เขาดูเป็นคนที่ด้อยกว่าคนทั่วไป การใช้คำพูดที่ไปตราหน้าเขาว่าเป็นคนพิการ เป็นคนบกพร่อง อาจทำให้เขาเหล่านั้นสูญเสียความมั่นใจในการดำเนินชีวิตประจำวัน เมื่อก่อนหนูอาจจะมองว่าการพูดว่าเขาเป็นคนพิการ เป็นเด็กพิเศษคือคำพูดที่ใครก็พูดกัน แต่ในวันนี้หนูได้เรียนรู้ว่าการใช้คำพูดเหล่านี้เปรียบเสมือนการทำร้ายพวกเขาด้วยทางอ้อม ดังนั้น หนูได้เรียนรู้ว่าเราควรใช้คำพูด ที่อ่อนโยนกับพวกเขา ไม่ตราหน้าเขา ไม่มองว่าเขาคือคนที่มีปมด้อยกว่าเราค่ะ

ความประทับใจ

ได้เรียนรู้การดูแล การเข้าใจถึงการเข้าถึงคนที่เขาแตกต่างไปจากเรา เราจะมีวิธีเข้าถึงพวกเข้าได้อย่างไร ได้เรียนรู้ถึงการส่งเสริมให้พวกเขามีกำลังใจในการใช้ชีวิตในแบบที่พวกเขานั้นได้เป็นอยู่

การนำไปใช้

ได้เรียนรู้วิธีการส่งเสริมการเรียนรู้ในด้านสิ่งต่างๆให้กับพวกเขา การนำกิจกรรมไปจัดเราควรจัดในลักษณะไหนบ้าง การเข้าหาเขาเราควรมีบุคลิกท่าทางแบบไหน ทำให้เราเข้าใจธรรมชาติของเด็กมากขึ้น เพื่อจะสามารถนำไปแก้ไขเด็กในภายภาคหน้าได้

 

 

บล็อกครั้งที่2 วันที่ 18 ธันวาคม 2563

รายวิชา การช่วยเหลือเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษและเด็กกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ

ความรู้ที่ได้รับ

ได้เรียนรู้เกี่ยวกับแนวทางการดูแลเด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกาย พ่อแม่ ผู้ปกครอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนั้นมีความสำคัญอย่างมากในการดูแลและเอาใจใส่เด็ก ว่าเด็กต้องได้รับการแก้ไขในส่วนใด ศึกษาหาวิธีแนวทางการดูแลต่างๆ มาปรับใช้กับเด็ก ส่งเสริมพัฒนาการของเด็กให้เทียบเท่ากับเด็กคนอื่นๆ ได้

มุมมองทัศนคติที่เปลี่ยนใจ

ได้เรียนรู้ถึงแนวการดูแลและช่วยเหลือเด็กที่มีความบกพร่องในด้านต่างๆของร่างกาย สถานที่ต่างๆที่มีส่วนช่วยเหลือเด็กที่มีความต้องการพิเศษว่ามีสถานที่ใดบ้าง เช่น ศูนย์ดูแลเด็กที่มีความบกพร่องโดยตรง สถานที่รักษาโรงพยาบาลปรึกษาหาวิธีการดูแลกับคุณหมอผู้เชี่ยวชาญโดยตรง ผู้ปกครองยังมีส่วนสำคัญอย่างมากในการคอยบำบัด ทำกายภาพให้แก่เด็ก เนื่องจากการที่ได้อยู่ใกล้ชิดเด็กทำให้สามารถสังเกตพัฒนาการเด็ก พฤติกรรมของเด็กและนำมาดูแลรักษาเด็กได้อย่างพอสมควร

ความประทับใจ

ประทับในการที่เราได้เรียนรู้สิ่งต่าง อาจารย์ได้นำภาพประกอบ วีดีโอเพื่อให้นักศึกษาได้มองเห็นภาพ การเรียนรู้ได้มากขึ้น ดูน่าสนใจและทำให้เรามีความเข้าใจในเนื้อหามากขึ้น

การนำไปใช้

สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ สามารถนำวิธีที่เราได้เรียนรู้นั้น นำไปบอกคนรอบข้างเราที่ได้ประสบปัญหาเหล่านี้ เพื่อให้เขาสามารถนำไปประยุกต์ใช้วิธีการดูแลกับเด็กได้

 

กิจกรรมหากเป็นครูแล้วมีลูกที่มีความต้องการพิเศษต้องปรับความคิด ต้องทำอย่างไรเพื่อช่วยเหลือลูกเตรียมตัวอย่างไร

1. ปรับเปลี่ยนความคิดอย่างไร

          อย่างแรกคือต้องทำความรู้จักกับเด็กที่มีความต้องการพิเศษก่อน ศึกษา ทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคที่ลูกเป็นอยู่ เพื่อทำความเข้าใจในการดูแลลูก จากนั้นศึกษาหาวิธีในการดูแลจากแหล่งความรู้ต่างๆ  เช่น ในอินเทอร์เน็ต แหล่งค้นคว้าหาความรู้ห้องสมุด โรงพยาบาลใกล้บ้าน และนำเอาวิธีต่างๆ มาปรับใช้ให้ใกล้เคียงกับสิ่งที่เด็กเป็นอยู่ คอยสังเกตพฤติกรรมในทุกครั้งที่เด็กได้ทำกายภาพบำบัดว่ามีปฎิกิริยาต่อการทำการบำบัดนี้เป็นอย่างไรบ้าง คอยให้กำลังเด็กในทุกๆ วันเพื่อไม่ให้เขารู้สึกว่าเขามีความบกพร่องไปจากคนปกติ

 2. ต้องเตรียมตัวอย่างไร

          ศึกษา ทำความรู้จักกับโรคที่ลูกเป็น เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือและส่งเสริมพัฒนาการลูก รวมทั้งมีความเข้าใจในตัวลูก รู้จักนิสัยใจคอของลูก หมั่นสังเกตพฤติกรรมของลูกการช่วยเหลือดูแลเด็ก เด็กพิการที่ดีที่สุดคือการดูแลเอาใจใส่ตั้งแต่ที่รู้หรือพบว่าพิการหรือมีความบกพร่องเพราะถ้าผู้ปกครองเข้าใจปัญหาพฤติกรรมอาการตั้งแต่แรกเริ่มจะได้วางแผนการฝึกพัฒนาทักษะด้านต่างๆทั้งร่างกายและจิตใจแก่เด็กพิการได้เร็วเท่าใดโอกาสที่เด็กจะมีพัฒนาการที่ดีอย่างต่อเนื่องก็ยิ่งเร็วขึ้นเท่านั้นและนอกจากการวางแผนการฝึกพัฒนาทักษะด้านต่างๆแล้วการฝึกกิจกรรมกึ่งเรียนกึ่งเล่นก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ดีในการเลือกใช้ให้เหมาะสมกับเด็กแต่ละคน เมื่อเด็กถึงวัยที่ควรได้รับการบริการทางการศึกษา ผู้ปกครอง ควรได้ทราบถึงสิทธิต่างๆ กระบวนการ และวิธีการพัฒนาที่เป็นประโยชน์ ในการเข้ารับบริการ ในศูนย์การศึกษาพิเศษอย่างถูกต้อง การกระตุ้นให้เด็กพยายามช่วยเหลือตนเองให้มากที่สุด จะทำให้เด็ก พึ่งตนเองและปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้อย่างรวดเร็ว การส่งเสริมให้เด็กได้รับประสบการณ์ ที่หลากหลาย เพื่อให้เด็กได้มีโอกาสค้นพบความสามารถ ความถนัดของตนเอง และส่งเสริมให้เด็กได้ พัฒนาตามความถนัดนั้นๆ อย่างเต็มความสามารถ การส่งเสริมให้เด็กได้มีโอกาสทำกิจกรรมร่วมกับเด็ก ปกติคนอื่นๆ เพื่อการเรียนรู้และการปรับตัวซึ่งกันและกัน การยอมรับในความคิดเห็น ความแตกต่างและ ความต้องการจำเป็นของแต่ละบุคคล สนับสนุนโดยให้อิสระในการใช้ชีวิตของเด็กแต่ละบุคคล สร้างความตระหนักในการมีสิทธิของแต่ละบุคคล และสร้างความเท่าเทียมกันในด้านต่างๆ จะส่งผลต่อการดำรงชีวิตเด็กพิการให้มีคุณภาพ

 

                          บันทึกหลังเรียน ครั้งที่ 3 วันที่ 25 ธันวาคม 2563

รายวิชา การช่วยเหลือเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษและเด็กกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ

ความรู้ที่ได้รับ

มีความรู้จากการนำเสนองานของเพื่อนๆ ในเรื่องประเภทของเด็กที่มีความต้องการพิเศษในแต่ละประเภท ว่ามีความหมายว่าอย่างไร การนำไปปรับใช้อย่างไรให้มีความเหมาะสมกับเด็กแต่ละบุคคลว่าต้องส่งเสริมพัฒนาการด้านใด จึงจะเกิดความเหมาะสม และเกิดประสิทธิภาพมากที่สุดในตัวของเด็ก

มุมมองทัศนคติที่เปลี่ยนใจ

เข้าใจเด็กที่มีความต้องการพิเศษมากขึ้น ว่าเราควรเข้าใจและให้กำลังใจในสิ่งที่เด็กต้องประสบพบเจอ เรียนรู้ไปพร้อมๆ กับตัวเด็กว่าสิ่งที่เด็กเจอนั้น สามารถรักษาได้และคอยหาวิธีการดูแลรักษาให้กับเด็ก

ความประทับใจ

ประทับใจในการนำเสนองานของเพื่อนทุกกลุ่ม เนื้อหาที่นำเสนอมีความน่าสนใจ ทำให้ได้รับความรู้มากมายในการนำเสนองานของเพื่อนทุกกลุ่ม ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ความรู้ซึ่งกันและกันในแต่ละกลุ่ม

การนำไปใช้

เรียนรู้และนำไปบอกต่อคนรอบข้างเราที่กำลังพบเจอ และนำวิธีการปรับใช้ไปบอกต่อคนรอบข้างเราให้ได้มากที่สุด

 

บันทึกหลังเรียน ครั้งที่ 4 วันที่ 8 มกราคม 2563

รายวิชา การช่วยเหลือเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษและเด็กกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ

ความรู้ที่ได้รับ

ได้เรียนรู้วิธีการสังเกตพฤติกรรมของเด็กแต่ละกลุ่มที่เพื่อนส่ง ว่ามีการดูแลรักษาอย่างไรบ้าง การปฎิบัติดูแลในตัวเด็กอย่างไร

มุมมองทัศนคติที่เปลี่ยนใจ

ได้ทราบถึงการเรียนรู้ในการดูแลเด็ก ว่ามีการดูแลอย่างไร นำวิธีการที่ได้เรียนรู้ไปปรับใช้กับเด็กๆ เรียนรู้ในเนื้อหาต่างๆของกลุ่มในแต่ละกลุ่มว่ามีเนื้อหาอย่างไรบ้าง

ความประทับใจ

ได้เรียนรู้ในเนื้อหาต่างๆของกลุ่มเพื่อน ว่ามีเนื้อหาอย่างไร มีรูปภาพประกอบเพื่อให้การเรียนรู้เข้าใจมากขึ้น ทำให้เรื่องบางเรื่องเราได้เข้าใจในเนื้อหามากขึ้น

การนำไปใช้

สามารถนำความรู้การสังเกตเด็กที่มีความต้องการพิเศษมาใช้ในการสังเกตเด็ก หรือนักเรียนที่เราต้องพบเจอ เพื่อสามารถหาแนวทางช่วยเหลือได้ และสามารถนำความรู้เหล่านี้ไปบอกต่อแก่พ่อแม่ ผู้ปกครองที่มีลูกเล็กๆ เพื่อที่จะสามารถสังเกตพัฒนาการของลูกได้


                           แบบคัดกรองบุคคลที่มีความต้องการพิเศษ มี 9 ประเภทดังนี้

                                 1. แบบคัดกรองบุคคลที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน






2. แบบคัดกรองบุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกาย การเคลื่อนไหวและสุขภาพ




                                3. แบบคัดกรองบุคคลที่มีความบกพร่องทางการเห็น




                                        4. แบบคัดกรองบุคคลที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษา





                                            5. แบบคัดกรองบุคคลที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้









                                                    6. แบบคัดกรองนักเรียนรายบุคคล





                                                            7. บุคคลออทิสติก





                                                8. บุคคลที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมหรืออารมณ์





                                                    9. บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา





บันทึกหลังเรียน ครั้งที่ วันที่ 15 มกราคม 2563

รายวิชา การช่วยเหลือเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษและเด็กกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ



ความรู้ที่ได้รับ

    เด็กพิเศษ คือ เด็กทีมีความต้องการพิเศษที่จำเป็นต้องได้รับการดูแล ช่วยเหลือ เป็นพิเศษ ทั้งในด้านการเรียนรู้การเข้าสังคม

เด็กพิเศษมี 7 ประเภท ดังนี้

1. เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา

          2. เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน

3. เด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็น

 4. เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ

 5. เด็กที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษา

6. เด็กที่มีปัญหาทางพฤติกรรมและอารมณ์

 7. เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้

8. เด็กพิการซ้อน

9. เด็กออทิสติก

ปัจจุบันเด็กพิเศษมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเด็กออทิสติกและเด็กสมาธิสั้น มีจำนวน1.5 ของเด็กในวัยเรียนในระดับชั้นอนุบาลมีทั้งในระบบการศึกษาและนอกระบบการศึกษา เด็กขาดการส่งเสริมพัฒนาการ ขาดความรู้ ความเข้าใจ เด็กในกลุ่มนี้มีความต้องการเฉพาะ ในปัจจุบันนี้มีการตรวจพบเด็กLDจำนวนมากขึ้น เนื่องจากการศึกษาที่มีความสูงขึ้น ปัจจุบันนี้มีการตรวจพบทั้งเด็กที่มีความพิเศษแท้และพิเศษเทียม เนื่องจากมีสาเหตุมาจากการเลี้ยงลูกที่เข้าใจผิดๆของคนในสังคมสมัยนี้ คือการให้ลูกอยู่กับเทคโนโลยีมากขึ้น มีการสำรวจพบว่าเด็กในประเทศไทยที่มีเทคโนโลยี 50 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป เทคโนโลยีของเล่นเหล่านี้ ทำให้เด็กสนใจความเคลื่อนไหวสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ ทำให้ปฏิสัมพันธ์ทางสังคมคนรอบข้างน้อยลง เด็กสนใจเฉพาะเรื่องที่ตัวเองสนใจเกมส์ที่เป็นการเคลื่อนไหว ทำให้สมองมีความเคลื่อนไหวมากกว่าที่จะสนใจคนรอบข้าง ทำให้พัฒนาการทางด้านสังคมอารมณ์มีปัญหาด้วย

พ่อแม่สามารถสังเกตพฤติกรรมต่างๆ เหล่านี้ ได้ดังนี้

1.      ปัญหาทางการมองเห็น

สังเกตได้จากเวลาที่ลูกเล่นหรืออ่านหนังสือแล้วมีพฤติกรรมหรี่ตา มองตัวหนังสือไม่ชัด

2.      ปัญหาทางได้การได้ยิน

สังเกตได้จากปกติคนทั่วไปได้ยินเสียงอยู่ที่20เดซิเบล แต่ถ้าหากเรียกเด็กแล้วเด็กส่วนใหญ่หันมางมองที่เรียกแต่ลูกของเราไม่หันมา แสดงว่าอาจมีความผิดปกติทางด้านการได้ยิน

3.      ปัญหาทางด้านอารมณ์และพฤติกรรม

       สามารถสังเกตได้จากเด็กมีอารมณ์หงุดหงิดง่าย เมื่อถึงช่วงอายุต้องไปโรงเรียนแต่ไม่อยากไปโรงเรียน

4.      ปัญหาทางด้านสุขภาพและการเคลื่อนไหว

    สามารถสังเกตได้จากมีอาการเจ็บป่วยเรื้อรัง แขนขาลีบ โปลิโอ

5.      ปัญหาทางด้านความบกพร่องทางด้านสติปัญญา

    สามารถสังเกตได้จากพัฒนาการในการเดิน การคลาน การพูดช้ากว่าปกติ

6.      ปัญหาทางด้านการเรียนรู้

    สังเกตได้จากก่อนวัยเรียนอาจจะพูดช้า ในวัยเรียนจะอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้

7.      ปัญหาทางด้านบุคคลออทิสติก

สังเกตได้จากชอบทำอะไรแปลกๆ ซ้ำๆ พูดโต้ตอบคนอื่นไม่ได้ ไม่เล่นกับเด็กคนอื่น

ปัญหาเหล่านี้หากผู้ปกครองสังเกตและเห็นอาการของเด็กได้ไวขึ้น การรักษาก็จะรักษาได้เร็วขึ้น ทำให้เด็กมีโอกาสหายได้มากขั้น

มุมมองทัศนคติที่เปลี่ยนใจ

    ในปัจจุบันเทคโนโลยีเข้าถึงเด็กๆ ได้ง่ายมาก บางคนเลี้ยงลูกโดยให้ลูกเล่นโทรศัพท์โดยไม่ได้ดูแลลูกในขณะที่เล่น ืทำให้ลูกมีพฤติกรรมที่ก้าวร้าวขึ้น มาสติสั้นมากขึ้น จากการที่ดูคลิปในวันนี้ทำให้ได้เรียนรู้ว่า การที่เราจะให้ลูกเล่นเทคโนโลยีนั้น เราต้องดูว่ามันเหมาะสมกับลูกในช่วงอายุนั้นหรือไม่ หากเราให้ลูกเล่น เราควรกำหนดเวลาว่าเท่าไหร่จึงจะเหมาะสม หากให้ลูกเล่นเราควรให้คำแนะนำระหว่างเด็กเล่น

ความประทับใจ

   รู้สึกได้รับความรู้มากขึ้นกว่าเดิม อาจารย์ได้นำคลิปมาประกอบการเรียนการสอนทำให้เราได้เรียนรู้จากมุมมมองที่หลากหลานมากขึ้น การคิดหาข้อสอบทำให้เราได้ทบทวนเนื้อหาหลายๆรอบ เพื่อให้เราเข้าใจในเนื้อหาและคิดโจทย์ข้อสอบขึ้นมา

การนำไปใช้

 จากการดูวีดีโอทำให้เราได้รับความรู้เกี่ยวกับการสังเกตพฤติกรรมเด็กที่มีความพิเศษทางการกาย ว่ามีลักษณะอาการอย่างไรบ้าง การเรียนรู้สามารถเรียนรู้ได้เท่ากับคนปกติมากน้อยเพียงใด และเทคโนโลยีสมัยนี้มีมากขึ้น เด็กสมัยนี้สนใจเทคโนโลยีมากขึ้น ทำให้มีปัญหาทางด้านสายตาและทำให้มีสามาธิสั้นมากขึ้น เราควรกำหนดเวลาที่เหมาะสมให้เด็กได้เล่นในเวลาที่พอดีพอควร ผู้ปกครองควรหาเวลาทำกิจกรรมร่วมกับลูก เพื่อหลีกเลี่ยงให้ลูกหมกมุ่นกับโทรศัพท์มากเกินไป


คำถาม

1.      ปัจจุบันกระทรวงศึกษาธิการได้เพิ่มเด็กที่มีความสามารถพิเศษใดเข้าล่าสุด

 ตอบ เด็กGiftedหรือเด็กที่มีความสามารถพิเศษ  ยากจน พิการ หรือเด็กไร้บ้าน เนื่องจากเด็กเหล่านี้ไม่ได้รับการศึกษาทีมากพอ ขาดโอกาสทางการศึกษา จึงเพิ่มเด็กเหล่านี้เข้า เพื่อให้ได้รับการศึกษาที่เท่ากับเด็กปกติ

2.      เด็กพิเศษมีกี่ประเภท อะไรบ้าง

ตอบ มี 7 ประเภท ได้แก่

1. เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา

 2. เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน

3. เด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็น

 4. เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ

 5. เด็กที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษา

6. เด็กที่มีปัญหาทางพฤติกรรมและอารมณ์

 7. เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้

8. เด็กพิการซ้อน

9. เด็กออทิสติก

    3.    ผู้ปกครองมีบทบาท หน้าที่ในการส่งเสริมได้อย่างไรบ้าง

ตอบ ส่งเสริมพัฒนาการทางด้านต่างๆ ให้แก่เด็ก เช่น ส่งเสริมพัฒนาการเล่นกับเด็กด้วยการกำหนดระยะเวลาที่เหมาะสม การมีระเบียบวินัยในการเล่น การสร้างความสัมพันธ์กันระหว่างพ่อ แม่ ลูก ภายในครอบครัว ทำให้เด็กมีพัฒนาการที่มากขึ้น และทำให้เด็กไม่หมกมุ่นกันเทคโนโลยีจนมากเกินไป 

บันทึกหลังเรียน ครั้งที่ 6 วันที่ 22 มกราคม 2563

                เรื่องการช่วยเหลือผู้ที่มีความต้องการพิเศษในระยะแรกเริ่ม พร้อมทำแบบทดสอบ




ความรู้ที่ได้รับ
 สำหรับความรู้ในวันนี้ น้องคิตตี้เด็กอายุ5ขวบ มีความบกพร่องทางการได้ยิน มีมือที่มีลักษณะคล้ายก้ามปู มีปากเหว่งเพดานโหว่ แต่น้องคิตตี้มีพัฒนาการเรียนรู้ที่เร็ว เข้ากับผู้อื่นได้ไวขึ้น น้องคิตตี้มีครอบครัวที่ดี ครอบครัวเข้าใจในสิ่งที่น้องเป็น คอยให้กำลังใจลูกในทางที่ดี พาน้องไปศึกษาเรียนรู้ในสถานที่ที่เหมาะสมกับน้อง สนับสนุนให้น้องได้โชว์ศักยภาพที่เต็มที่ ไม่กัดกั้นความสามารถของน้อง ทางโรงเรียนได้ใช้เทคนิคต่างๆในการสอนน้อง ปรับวิธีการสอนให้เข้ากับน้องมากขึ้น
 
มุมมองทัศนคติที่เปลี่ยนใจ
 เด็กที่มีความบกพร่องไม่ใช่เด็กที่ไม่มีความสามารถแต่เด็กเหล่านี้ ควรได้รับการให้โอกาสจากทางครอบครัว ทางสภาพแวดล้อมที่ดีในการผลักดันให้น้องมีกำลังใจในการเรียนรู้ การศึกษาหาสถานที่ในการให้น้องได้เข้าไปเรียนรู้ ให้น้องได้มีพัฒนาการที่ดีขึ้น 

ความประทับใจ
ครอบครัวของน้องมีความเข้าใจ ยอมรับกับสิ่งที่น้องเป็น ไม่ปิดกั้นศักยภาพน้อง พร้อมที่จะพาน้องไปเผชิญโลกภายนอก เอาใจใส่น้องได้เป็นอย่างดี ให้น้องได้รับการศึกษาอย่างที่น้องควรจะได้รับ คุณครูคอยให้เทคนิคในการส่งเสริมการเรียนรู้น้องได้เป็นอย่างดี ให้น้องได้เข้าเรียนรู้กับเพื่อนคนอื่นๆ

การนำไปใช้
 นำความรู้ที่ได้รับในวันนี้ ไปบอกต่อกับครอบครัวที่กำลังประสบพบเจอกับปัญหานี้ ผู้ปกครองจะมีเทคนิคในการดูแลเด็กที่มีความบกพร่องเหล่านี้อย่างไร มีเทคนิคอย่างไรที่จะพัฒนาน้อง การเรียนรู้ในวันนี้ทำให้หนูได้รับความรู้ที่มากขึ้นกับเรื่องราวเหล่านี้ ได้ศึกษาและปฏิบัตินำไปใช้ในทางที่ดีต่อไปค่ะ

แบบฝึกหัด

1.น้องคิตตี้คือใคร เรียนชั้นไหน อายุเท่าไร เรียนที่ไหน มีลักษณะพิเศษอย่างไร

ตอบ น้องคิตตี้ คือ เด็กที่มีความพิการทางการได้ยินมาตั้งแต่กำเนิด ไม่สามารถสื่อสารได้ เรียนร่วมห้องชั้นอนุบาล 3 อายุ 5 ขวบ เรียนที่ศูนย์การพิเศษโรงเรียนลอออุทิศ มีลักษณะพิเศษ คือ โครโมโซมชั้นที่7ผิดปกติส่งผลให้มีความบกพร่องทางการได้ยิน มีรูปมือที่ผิดปกติคล้ายก้ามปู ช่องปากมีเพดานโหว่ มีปัญหาในการออกเสียง การหายใจปัญหา การมองเห็นจากลูกตาที่เล็กผิดปกติ

2.ครูใช้เทคนิควิธีการอะไรบ้างในการช่วยเหลือคิตตี้ตั้งแต่ระยะแรกเริ่มจนถึงปัจจุบัน

ตอบ คุณครูอโรชา ธรรมศิริ ครูการศึกษาพิเศษ ใช้เทคนิคฝึกด้านกล้ามเนื้อมัดเล็กมัดใหญ่ ฝึกทักษะทางด้านสังคม กติกามารยาทในการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่น

คุณครูอัมพรรณ พูลลาภ ครูประจำชั้น ใช้เทคนิคฝึกการช่วยเหลือตนเอง เช่น การล้างหน้า การแปรงฟัน เป็นต้น ฝึกการช่วยเหลือผู้อื่น ฝึกการจำคำศัพท์ การลากเส้น ระบายสี การหยิบจับ การให้เด็กที่มีความผิดปกตินั่งหน้าห้องเรียนเพื่อให้เด็กได้ยินเสียงในบริบทสิ่งแวดล้อมรอบตัว

คุณครูเจนจิรา สืบศรี ครูฝึกพูด ใช้เทคนิคการหายใจให้ถูกต้อง การออกเสียง ใช้กิจกรรมการเล่นเข้ามามีบทบาท การเก็บคำศัพท์ การออกเสียงคำศัพท์ให้มากที่สุด

คุณครูทิวาภรณ์ ขวัญอยู่ ครูดนตรี ใช้เทคนิคฝึกกล้ามเนื้อ การพูด การเขียน การร้องเพลง

คุณครูสุชาดา จิตกล้า ครูประจำชั้นอนุบาล3 ใช้เทคนิคการสร้างความมั่นใจให้กับเด็ก การสร้างจุดเด่นที่ตัวเด็กมี การเตรียมความผ่านการเล่น

3.นศ.คิดว่าเป้าหมายหรือหลักชัยที่ครูต้องการพัฒนาและช่วยเหลือให้คิตตี้ไปถึงคืออะไร

ตอบ การได้รับสิทธิในการใช้ชีวิต การเรียนรู้ที่เท่าเทียมกับเด็กทั่วไป การใช้ชีวิตที่เหมือนกับบุคคลปกติ สามารถช่วยเหลือตัวเองได้แม้ว่าคิตตี้จะมีไม่ครบเหมือนคนอื่น แต่ก็สามารถทำให้ออกมาดีเหมือนคนอื่นๆ การสร้างความมั่นใจให้คิตตี้ในการใช้ชีวิตประจำวัน การสร้างภูมิคุ้มกันให้กับคิตตี้ไม่ยอมแพ้กับสิ่งที่ตนเองได้พบเจอ

4.บทบาทพ่อแม่และครูที่ช่วยให้คิตตึ้ไม่รู้สึกว่ามีปมด้อยคืออย่างไร

ตอบ การเปิดใจรับในลูกที่ลูกได้เป็นอยู่ ไม่ปฏิบัติตัวกับลูกว่าเป็นคนที่มีปัญหา การเตรียมความพร้อมให้ลูกในทุกๆ ด้าน สร้างความอบอุ่นภายในครอบครัวให้แก่ลูก ส่งเสริมให้ลูกได้มีความสุขในสิ่งที่ลูกทำ ไม่ปิดกั้นโอกาสในการเรียนรู้ให้กับลูก พร้อมที่จะสนับสนุนในสิ่งที่ลูกทำเสมอ ศึกษาหาสถานที่ให้ลูกได้รับโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของตนเอง

5.สื่ออุปกรณ์ในวีดีโอนี้ที่เหมาะกับการนำไปใช้กับเด็กควรมีคุณสมบัติอย่างไร

ตอบ การนำไปใช้ในสิ่งแวดล้อมที่มีความบกพร่องใกล้เคียงกับน้องคิตตี้ สื่อทุกประเภทที่ใช้ในการสอนเด็กปกติสามารถนำไปใช้สอนเด็กที่มีความต้องการพิเศษได้เป็นอย่างไร ยกเว้นเฉพาะเด็กที่มีความต้องการบางประเภท  ซึ่งครูสามารถที่จะใช้สื่อประกอบการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับข้อจำกัดและความบกพร่องต่างๆ คุณครูหรือผู้ปกครองสามารถรู้ว่าเด็กชอบเรียนอะไรหรือสนใจอะไรและนำสิ่งนั้นมาใช้ประกอบเป็นสื่อการสอน จะยิ่งทำให้การเรียนรู้ของเด็กแต่ละครั้งประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น

6.การที่คิตตี้มาเรียนร่วมกับเพื่อนในชั้นเรียนปกติ นศ.คิดว่าสิ่งที่เพื่อนร่วมชั้นของคิตตี้ได้รับการพัฒนาคือเรื่องใดบ้าง

ตอบ ได้พัฒนาศักยภาพในการเรียนรู้ มีความร่วมมือช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ได้ฝึกทักษะความสามารถในการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างเป็นสุข มีความยืดหยุ่นและปฏิบัติตนตามสภาพเป็นจริงได้ เด็กได้เรียนรู้ในสังคมที่มีความแตกต่าง สังคมมีการยอมรับ เข้าใจ และช่วยให้เด็กที่มีความต้องการพิเศษอยู่ร่วมกับเพื่อนๆได้อย่างมีความสุข ไม่แบ่งแยกสังคมกัน สร้างเจตคติที่ดีต่อเด็กที่มีความต้องการพิเศษ การได้ทำงานหรือทำกิจกรรมร่วมกัน จะช่วยให้เด็กมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เป็นการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมให้เกิดกับเด็กปกติ

7.ในกรณีของน้องคิตตี้เข้ากับหลักการของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือในระยะแรกเริ่มอย่างไร

ตอบ หลักการจัดการบริการช่วยเหลือในระยะเริ่มแรกมีหลักการดำเนินการภายใต้ความเชื่อพื้นฐาน6 ประการดังนี้

1.1 เด็กที่มีความต้องการพิเศษก่อนวัยเรียน มีพัฒนาการตามขั้นตอนเช่นเดียวกับเด็กปกติและมีศักยภาพที่จะเรียนรู้ และพัฒนาได้หากได้รับการส่งเสริมที่เหมาะสม และสามารถเติบโตขึ้นเป็นสมาชิกที่มีคุณภาพของสังคมได้และไม่เป็นภาระของสังคม

1.2 เด็กพิการก่อนวัยเรียนมีความต้องการพื้นฐาน เช่นเดียวกับเด็กปกติและมีสิทธิ์ที่จะได้ดำเนินชีวิตอย่างเด็กปกติ โดยสนับสนุนให้เด็กอาศัยอยู่กับครอบครัวที่ยอมรับสภาพความพิการ และได้รับการช่วยเหลือให้คำแนะนำโดยเน้นการฝึกให้เด็กใช้ทักษะที่มีอยู่ในการดำรงชีวิตจริงให้มากที่สุด

1.3 การค้นหาและให้ความช่วยเหลือแก่เด็กพิการอย่างเหมาะสม ตั้งแต่ระยะเริ่มแรกจะช่วยป้องกันไม่ให้ความพิการนั้นเพิ่มมากขึ้น บรรเทาความรุนแรงของความพิการเดิม หรือป้องกันการเกิดความพิการด้านอื่น ที่อาจเกิดแทรกซ้อนขึ้นมาอันจะเป็นการเอื้อต่อการพัฒนาของเด็กพิการนั้น ผลจากการให้ความช่วยเหลือดังกล่าวจะช่วยส่งเสริมให้เด็กพิการสามารถพัฒนาไปตามขั้นตอนได้อย่างราบรื่นและใกล้เคียงกับเด็กปกติในวัยเดียวกันมากขึ้น

1.4 สภาพความพิการ บางอย่างอาจจะไม่ได้อยู่อย่างถาวรเสมอไป รวมทั้งการเกิดหรือแก้ไขความพิการให้หมดไปเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและความอดทนของทุกคนที่เกี่ยวข้อง

1.5 คณะสหวิทยาการ หมายถึงครูในโรงเรียนปกติและบุคคลในวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง เช่นแพทย์ นักกายภาพบำบัด นักสังคมสงเคราะห์ เป็นต้น

1.6 ช่วงวัยต้นของชีวิตนั้น เป็นระยะที่สำคัญยิ่งของชีวิตในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ โดยเฉพาะเด็กที่มีความต้องการพิเศษการ ที่จะช่วยให้เรียนรู้ได้เท่าเทียมกับเด็กปกติ คือการจัดประสบการณ์ที่ดีให้ตั้งแต่ปฐมวัยและเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด ก็ควรจัดให้มีการเรียนร่วมระหว่างเด็กปกติและเด็กที่มีความต้องการพิเศษตั้งแต่เยาว์วัย

พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่2).. 2545 และ (ฉบับที่3).. 2553 โดยมุ่งเน้นให้เด็กทั่วไปได้รับสิทธิทางการศึกษาขั้นพื้นฐานสิบสองปีอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

 

8.เทคนิคใดที่พ่อกับแม่หรือครูใช้ในการช่วยเหลือคิตตี้ที่ นศ.ประทับใจ และเพราะเหตุใด

ตอบ เทคนิคในการเปิดใจยอมรับ การให้โอกาส สร้างอบอุ่น สร้างความเข้าใจให้กับลูก สำหรับเทคนิคนี้มันดูเป็นเทคนิคที่พื้นฐานทั่วไป แต่สำหรับหนูการที่เรามีความบกพร่องแล้วมีพ่อแม่ มีคนรอบข้างที่คอยสนับสนุนเรา คอยให้กำลังใจซัพพอร์ตในสิ่งที่เราเจอ มันทำให้หนูรู้สึกว่าเรามีกำลังใจ มีภูมิคุ้มกันในการดำเนินชีวิต เวลาเรามีปัญหาทำให้มีความรู้สึกว่าเรามีคนคอยพร้อมที่จะประคับประคองเราให้เติบโตขึ้นไปกว่าเดิม ทำให้เราไม่รู้สึกว่าเราเป็นภาระสำหรับพวกท่าน การที่เราได้รับโอกาสจากสังคมสิ่งรอบข้าง มันทำให้หนูรู้สึกว่าเราไม่มีปมด้อย เราพร้อมที่จะโชว์ศักยภาพให้คนรอบข้างได้เห็น ถึงแม้ว่าร่างกายเราจะมีไม่ครบแบบคนอื่น แต่เราสามารถทำให้มันออกมาได้ดีที่สุดได้

9.หากนศ.พบเด็กที่ต้องการความช่วยเหลือในระยะแรกเริ่มจะแนะนำแก่ผู้ปกครองอย่างไร

ตอบ การให้การยอมรับให้เด็กที่มีความต้องการ จำเป็นพิเศษมีส่วนร่วมในกิจกรรมของครอบครัว ให้แสดงความสามารถด้วยตนเอง โดยผู้เกี่ยวข้องให้ความช่วยเหลือ เมื่อเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษต้องการให้ความสำคัญความรักความอบอุ่น เอาใจใส่เหมือนกับเด็กทั่วไป คอยสังเกตพฤติกรรมของเด็กว่าเด็กมีปฏิกิริยาแบบไหนบ้าง มีอาการซึมเศร้าหรือไม่ การพูดคุยกับเด็กเพื่อทำให้เด็กรู้สึกว่าเราไม่ทอดทิ้งเขานะ เรายังอยู่ข้างๆเขาเสมอ การฝึกให้เด็กมีความพร้อมขั้นพื้นฐานคือ การช่วยเหลือตนเองได้ การกินข้าว การล้างหน้า แปรงฟัน กิจวัตรประจำวันบางประเภทที่เด็กไม่สามารถทำได้เราต้องค่อยๆฝึก การเตรียมความพร้อมเด็กในขั้นพื้นฐานเหล่านี้จะทำให้เด็กมีภูมิคุ้มกันขั้นพื้นฐานในการใช้ชีวิตส่วนบนของฟอร์ม

 

บันทึกหลังเรียน ครั้งที่ 6 วันที่ 22 มกราคม 2563

ความรู้ได้รับ

         ได้เรียนรู้ในการนำกิจกรรมไปปรับใช้ให้เด็ก การพูดคุยทำความเข้าใจกับผู้ปกครองในการส่งเสริมพัฒนาการให้ลูก ว่าผู้ปกครองจะส่งเสริมพัฒนาการด้านใดให้ลูก และจะมีการรับมืออย่างไร หากลูกมีปัญหาคล้ายกับในวีดีโอนี้

มุมมองทัศนคติที่เปลี่ยนใจ

        เด็กต้องได้รับการเรียนรู้ในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในห้องเรียน โดยที่ไม่มีผู้ปกครองมาอยู่ข้างๆ เพราะหากเด็กรู้สึกว่ามีคนคอยช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลา เด็กจะไม่มีการช่วยเหลือตนเอง ไม่อยากทำอะไรด้วยตัวเอง ดังนั้นผู้ปกครองควรต้องทำความเข้าใจในการปล่อยให้ลูกได้ลงมือทำด้วยตัวเอง เด็กจะได้มีพัฒนาการมากขึ้น

ความประทับใจ

   ผู้ปกครองมีความร่วมมือกับทางโรงเรียนเป็นอย่างดี ทำให้ลูกที่ได้มีพัฒนาการในการเรียนรู้และลงมือทำงานด้วยตนเองมากขึ้น ผู้ปกครองได้เห็นการเรียนรู้ของลูกแบบห่างๆ ได้มองเห็นถึงจุดแก้ไขว่าผู้ปกครองสามารถส่งเสริมพัฒนาการด้านใดให้ลูก เมื่อลูกอยู่ที่บ้าน

การนำไปใช้

          นำไปปรับใช้ในชีวิต การเรียนรู้จากเด็กที่มีความบกพร่องและนำมาปรับใช้ในเวลาไปออกสังเกตการสอนได้ หาพบเจอในชีวิตประจำวัน เราสามารถดูแลในขั้นเบื้องต้นและสังเกตอาการเด็กได้

แบบฝึกหัด เรื่อง เราคือ ครอบครัวเดียวกัน

1.น้องปอ มีอาการบกพร่องทางด้านการพูด น้องพูดติดขัด ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ แยกจากผู้ปกครองไม่ได้

- คุณครูใช้เทคนิคด้าน การให้เด็กได้ทำกิจกรรมด้วยตนเอง โดยไม่มีผู้ปกครองช่วย การทำกิจกรรมโดยการสื่อสารตอบโต้กับเด็ก

- ผู้ปกครอง ในเคสมีปัญหาทางด้าน การช่วยเหลือน้องมากเกินไป ผู้ปกครองไม่ปล่อยให้น้องคิด น้องตัดสินใจเอง

- บทบาทของผู้ปกครอง คือ คอยให้กำลังใจน้องในการทำกิจกรรม โดยปล่อยให้น้องได้ทำกิจกรรมเอง

2. น้องโฮบ มีอาการด้านการไม่อยากทำอะไร ต้องรอให้ผู้ปกครองช่วยเหลือ

- คุณครูใช้เทคนิคด้าน การนำกิจกรรมเข้ามาช่วยในการสื่อสารกับน้อง เพื่อให้น้องได้กล้าพูดคุยกับคุณครูมากขึ้น

- ผู้ปกครอง ในเคสนี้มีปัญหาทางด้าน การโอ๋ลูก การไม่อยากบังคับฝืนใจลูก ไม่ปล่อยให้ลูกต้องทำอะไรที่มันขัดใจ

-   บทบาทของผู้ปกครอง คือ การไม่เข้าไปช่วยเหลือน้องมากเกินไป ฝึกให้ลูกได้ทำกิจกรรมด้วยตนเอง

3. น้องกาฟิว มีอาการบกพร่องทางด้าน เมื่อมีอารมณ์ไม่พอใจหรือไม่อยากทำอะไร น้องจะตีหัวตัวเอง

- คุณครูใช้เทคนิคด้าน การนำกิจกรรมมาร่วมทำกับเด็ก โดยมีผู้ปกครองร่วมทำกิจกรรมด้วย

- ผู้ปกครอง มีความเข้าใจผิดในพฤติกรรมบางอย่างของน้อง เช่น ถ้าน้องร้องไห้แสดงว่าน้องไม่อยากทำสิ่งนั้น การไม่เข้าไปพูดคุยกับน้อง

- บทบาทของผู้ปกครอง คือ พูดคุยและปรับความเข้าใจกับน้อง หากิจกรรมมาทำร่วมกับน้อง เพื่อให้น้องเปิดใจกับเรามากขึ้น ดคุยและปรับความเข้าใจกับน้อง หากิจกรรมมาทำร่วมกับน้อง เพื่อให้น้องเปิดใจกับเรามากขึ้น

สรุป

บทบาทของครู คือ การนำกิจกรรมเข้ามาเพื่อทำให้เด็กและคุณครูมีการทำกิจกรรมร่วมกัน การพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน คุณครูได้คอยสังเกตพฤติกรรมน้องว่ามีลักษณะอย่างไร มีการพูดคุยตอบโต้มากน้อยเพียงใดบ้าง การนำผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมในการทำกิจกรรม แต่หลีกเลี่ยงการให้ผู้ปกครองช่วยเหลือน้องมาเกินไป เพื่อให้น้องได้ทำกิจกรรมด้วยตัวของน้องเอง

บทบาทของผู้ปกครอง คือ การให้น้องได้ช่วยเหลือตนเอง ทำกิจกรรมต่างๆ ด้วยตนเอง การเรียนรู้สิ่งต่างๆ  ด้วยตนเอง ผู้ปกครองคอยสังเกตอาการ การทำกิจกรรมของน้อง ให้น้องได้เรียนรู้การทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่น ได้เรียนรู้สิ่งแวดล้อมต่างๆ ภายในห้องเรียน ได้มีการทำกิจกรรมร่วมกับครู และร่วมแก้ไขปัญหากับคุณครู เพื่อจะได้นำจุดบกพร่อง มาแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

นางสาวปนัดดา ต้นหนองสรวง รหัส62121860224

นางสาวศิราพร ดัชถุยาวัตร รหัส62121860207

นางสาวอิศราวรรณ สืบสอน รหัสนักศึกษา62121860201