นางสาวอนงค์นาถ เรืองไกล รหัสนักศึกษา 62121860210

 

ครั้งที่ 1

ความรู้ที่ได้รับ

ได้รับชมคลิปวีดีโอเกี่ยวกับ ลูกมีแนวโน้มเป็นภาวะสมาธิสั้น คุณพ่อคุณแม่จะรับมือและช่วยลูกอย่างไร ในคลิปวีดีโอได้พูดถึงเรื่องราวเกี่ยวกับเด็กสมาธิสั้น คุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตพฤติกรรมลูกได้ ถ้าไม่แน่ใจให้ไปพบคุณหมอเฉพาะทาง เราไม่ควรตีตราให้เด็กมีปมด้วย การที่เด็กสมาธิสั้นสังเกตได้ง่ายๆ คือ ไม่สามารถอยู่นิ่งๆได้เป็นเวลานาน ไม่มีสมาธิจดจ่อในบางสิ่งบางอย่างได้ มีพลังงานในตัวเองเยอะ ไม่สามารถบังคับให้เด็กมานั่งทำงานได้ ถ้าบังคับเด็กมากเกินไปจะทำให้เด็กเกิดภาวะกดดันและสติแตกได้  ให้เด็กได้ออกไปเล่นฟุตบอลหรือกิจกรรมต่างๆ

มุมมองทัศนคติที่เปลี่ยนไป

เราไม่ควรตีตราเด็กว่าสมาธิสั้นถ้ายังไม่รู้ผลที่แน่ชัด ถ้าเราตีตราเด็กมากเกินไปจะทำให้เด็กมีปมด้อย

สิ่งที่ประทับใจ

          จากการที่ได้เรียนวิชาการช่วยเหลือเด็กปฐมวัยที่มรความต้องการจำเป็นพิเศษและเด็กกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ ทำให้เราเข้าใจถึง แนวคิด ความหมายและประเภทของเด็กปฐมวัย การดูแลสุขภาวะเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษและความหมาย ความสำคัญของสุขภาวะของเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ

นำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้

          สิ่งที่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับเนื้อหาบทเรียนนี้ ทำให้เราได้นำความรู้ ประสบการณ์ที่ได้รับในวันนี้ไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์และเป็นแนวทางในการเป็นครูที่ดีในอนาคตข้างหน้า




ครั้งที่ 2

ความรู้ที่ได้รับ

การเลี้ยงดูของบุคลในครอบครัวและการเรียนรู้ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในแต่ละช่วงวัย กลางวันผู้ปกครองมีภาระหน้าที่ต้องทำงานหารายได้ จึงไม่สามารถเลี้ยงดู ดูเด็กปฐมวัยในช่วง 0-3 ปี จึงต้องส่งให้สถานรับเลี้ยงเด็ก ส่วนเด็กปฐมวัยที่อยู่ในช่วงอายุ 3-6 ปี ผู้ปกครองส่วนใหญ่จะส่งเข้ารับบริการการศึกษาจากสถานศึกษา โดยให้ครูผู้เลี้ยงดูเด็ก ร่วมมือกับพ่อแม่ ผู้ปกครองและครอบครัวในการพัฒนาเด็กในหน่วยงานภาครัฐที่จัดการศึกษา การจัดการศึกษาปฐมวัยมีปรัชญาที่มุ่งพัฒนาเด็กให้ได้รับการพัฒนาตามศักยภาพ เพื่อให้เด็กมีพัฒนาการครอบคลุมทั้ง 4 ด้าน

มุมมองทัศนคติที่เปลี่ยนไป

เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 0-3 ปี เด็กต้องได้อยู่กับพ่อแม่ เพื่อเป็นการสร้างความอบอุ่นให้กับเด็กวัยนี้ เพราะเป็นช่วงที่ต้องการความรัก ความอบอุ่น การเอาใจใส่จากพ่อแม่ผู้ปกครอง ส่วนน้อยที่ผู้ปกครองมีความจำเป็นต้องหารายได้ จึงต้องนำเด็กไปยัง Nursery เพื่อให้ครูหรือผู้ดูแลเด็กได้ดูแลชั่วคราว

สิ่งที่ประทับใจ

เรียนรู้ถึงพัฒนาการเด็ก และการที่เด็กในวัย 0-3 ปีต้องได้รับความอบอุ่น การเอาใจใส่จากพ่อแม่ เด็กปฐมวัย 3-6 ปี ผู้ปกครองส่วนใหญ่จะส่งเข้าบริการการศึกษาจากสถานศึกษา

นำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้

นำความรู้ที่ได้ไปต่อยอดในการเลี้ยงดูเด็ก และเป็นแนวทางในการศึกษาศึกษาต่อในอนาคตข้างหน้า

 

          กิจกรรม

          หากเป็นครูแล้วมีลูกที่มีความต้องพิเศษต้องปรับความคิดอย่างไร และต้องทำอย่างไร เพื่อช่วยเหลือลูก

          1. ปรับเปลี่ยนความคิดอย่างไร

          เราจะต้องดูแลเป็นพิเศษมากกว่าคนทั่วไป ควรรับฟังความคิดเห็นของเด็กและไม่ควรนำลูกของตัวเองไปเปรียบเทียบกับลูกของผู้อื่น

          2. ต้องเตรียมตัวอย่างไร

          เปิดโอกาสให้เด็กได้อธิบายและลงมือปฏิบัติด้วยตัวเองในฐานะที่เราเป็นครูปฐมวัย เราควรสังเกตพัฒนาการของลูกว่าลูกของเรามีพัฒนาการอยู่ในช่วงไหน เราจะได้ส่งเสริมให้ถูกทาง





ครั้งที่ 3

ความรู้ที่ได้รับ

          ได้ความรู้จากที่เพื่อนได้นำเสนองาน เราสังเกตได้อย่างไรว่าเด็กคนนี้มีความสามารถพิเศษอย่างไร มีลักษณะอย่างไร และมีเกณฑ์มาให้เปรียบเทียบ

มุมมองทัศนคติที่เปลี่ยนไป

          ได้รับความรู้ต่าง ๆ เกี่ยวกับเด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมหรืออารมณ์ เราไม่ควรเชื่อการวัดมากเกินไป เราควรสังเกตเด็กในทุก ๆ ด้าน

สิ่งที่ประทับใจ

          จากที่เพื่อนได้นำเสนอเราสามารถแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน ทำให้ได้ความรู้มากขึ้น ผลงานที่เพื่อนได้นั้นมีความสวยงามและมีเนื้อหาที่ชัดเจน

นำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้

          นำความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน และสามารถนำความรู้ที่ได้ไปต่อยอด




ครั้งที่ 4

1.       แบบคัดกรองเด็กที่บกพร่องทางการเห็น


2.       แบบคัดกรองเด็กที่บกพร่องทางการได้ยิน


3.       แบบคัดกรองเด็กที่บกพร่องทางร่างกายหรือการเคลื่อนไหวหรือสุขภาพ




4. แบบคักกรองเด็กที่บกพร่องทางการพูดและภาษา

5. แบบคัดกรองเด็กที่บกพร่องทางการเรียนรู้





6. แบบคัดกรองเด็กที่มีความสามารถพิเศษ





7. แบบคัดกรองเด็กที่บกพร่องทางออทิสติก



8. แบบคัดกรองเด็กที่บกพร่องทางพฤติกรรมหรืออารมณ์



9. แบบคัดกรองเด็กที่บกพร่องทางสติปัญญา


ครั้งที่ 5

ความรู้ที่ได้รับ

          จากการดูคลิปวีดีโอ เรื่อง เด็กพิเศษ

          บางคนให้คำนิยามว่า เด็กพิเศษ คือเด็กเอ๋อ เด็กโง่ เด็กที่ไม่สามารถพัฒนาตนเองได้

          คำว่า เด็กพิเศษ เรียกเต็ม ๆ ว่า เด็กที่มีความต้องการพิเศษ ที่จำเป็นต้องได้รับการดูแล ช่วยเหลือเป็นพิเศษ  ทั้งในด้านการใช้ชีวิตประจำวัน การเรียนรู้ และการเข้าสังคม เพื่อให้เด็กได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ

          ในสมัยก่อนนั้นได้จัดกลุ่มประเภทของเด็กพิเศษเป็น 5 ประเภท หลังจากนั้นปรับเปลี่ยนเป็น 6 ประเภท และปัจจุบันคือ 7 ประเภทดังนี้

1.       บุคคลที่มีความบกพร่องทางการเห็น

      จะสังเกตเด็กได้ง่าย คือ เวลาโกเขียนหนังสือจะหรี่ตา บ่นว่ามองไม่ชัด

2.       บุคคลที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน

โดยคนปกติได้ยินเสียงที่ 20 เดซิเบล ส่วนเด็กที่มีความบกพร่องอาจได้ยินที่ 30-40 เดซิเบล จะสังเกต

เด็กโดยการเรียกดูว่าเด็ดหันมาหรือไม่ ถ้าไม่ได้รับการช่วยเหลือจะมีอาการคล้ายเด็กสมาธิสั้น

3.       บุคคลที่มีปัญหาทางอารมณ์ และพฤติกรรม

เราอาจทราบเมื่อเด็กโตขึ้นมาหน่อย เด็กจะมีการซึมเศร้า หงุดหงิด ไม่อยากไปโรงเรียน

4.       บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา

สังเกตได้ตั้งแต่ในวัยเด็กจะมีพัฒนาการล่าช้า การเคลื่อนไหว การคลาน การพูดช้ากว่าปกติ

5.       บุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือสุขภาพ

จะสังเกตได้ชัดเจนมาก เด็กจะมีการเจ็บป่วยเรื้อรัง แขนขาลีบ เป็นโปลิโอ

6.       บุคคลที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ (LD)

เราจะสังเกตได้ยากมาก เด็กคล้ายกับเด็กปกติ เราสังเกตเด็กอาจมีพัฒนาการล่าช้า พูดช้า

7.       บุคคลออทิสติก

เด็กจะมีพฤติกรรมที่แปลกๆ ซ้ำๆ มีพัฒนาการกชด้านภาษาล่าช้า มีปัญหาทักษะในด้านสังคม เช่น         เล่นกับเพื่อนคนอื่นไม่ได้

นอกจากนี้การเลี้ยงดูเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เด็กอาจเป็นเด็กที่มีความต้องการพิเศษ อีกหนึ่งสาเหตุคือ เรื่องของโภชนาการ เพราะถ้าเด็กได้รับโภชนาการที่ดีจะส่งผลต่อสติปัญญา หากเด็กไม่ได้รับโภชนาการที่ดี

จะส่งผลต่อพฤติกรรมทันที

มุมมองทัศนคติที่เปลี่ยนไป

          เมื่อเราได้ดูวีดีโอเมื่อสักครู่ ทำให้เราได้เข้าใจถึง ความหมายของเด็กพิเศษ ประเภทของเด็กพิเศษว่ามีอะไรบ้าง รวมไปถึงการสังเกตเด็กพิเศษ การเล่นของเด็กพิเศษเป็นการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ของเล่นที่ดีที่สุดของเด็ก คือ พ่อแม่ ผู้ปกครอง เพื่อนที่เป็นของเล่นที่ดีที่สุดต่อพัฒนาการในทุกๆด้านของเด็ก

สิ่งที่ประทับใจ

          ทำให้เข้าใจในคำนิยามของเด็กพิเศษ หรือเด็กที่มีความต้องการพิเศษ และการได้รู้ถึงประเภทของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ประทับใจที่ถึงแม้ไม่ได้มีการเรียนการสอนในห้องเรียน แต่อาจารย์สามารถแชร์ความรู้ให้นักศึกษาได้ศึกษาและทำความเข้าใจมากขึ้น

นำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้

 เราไม่ควรตีตราเด็ก ก่อนที่ยังไม่ได้ศึกษาหรือทำความเข้าใจ และตอนนี้ดิฉันได้ศึกษาและทำความเข้าใจและจะนำความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน  



คำถาม

 https://cdn.fbsbx.com/v/t59.2708-21/138350715_419652652589660_6932114782595438180_n.pdf/คำถาม.pdf?_nc_cat=102&ccb=2&_nc_sid=0cab14&_nc_ohc=5FyAUfwZ71UAX_zVLgg&_nc_ht=cdn.fbsbx.com&oh=ee5aa3a20ebae16e5c6306557541930c&oe=600A19F4&dl=1  





ครั้งที่ 6

ความรู้ที่ได้รับ

          จากที่ได้รับชมวีดีโอเกี่ยวกับ ตัวอย่าง การเตรียมความพร้อมให้กับผู้เรียนที่บกพร่องทางการได้ยินและมีความพิการซ้ำซ้อน

          ส่งผลตั้งแต่แรกเริ่มอย่างรอบด้านจะส่งผลต่อทักษะการเรียนรู้ จนผู้เรียนสามารถก้าวเข้าสู่ชั้นเรียนร่วมได้อย่างมีความสุข

          แพทย์พบว่าน้องคิตตี้มีโครโมโซมคู่ที่ 7 ผิดปกติส่งผลให้มีความบกพร่องทางการได้ยิน มีรูปมือที่ผิดปกติคล้ายก้ามปู ช่องเพดานโหว่ทำให้มีปัญหาในการออกเสียง การหายใจ ปัญหาทางสายตาที่มีรูปตาเล็กผิดปกต ทางครอบครัวของน้องคิตตี้ได้กลับใช้ทัศนคติเชิงบวกมุ่งมั่น เอาใจใส่ในการช่วยเหลือและพัฒนาเธอ ควบคู่ไปกับการทำงานของทางคณะครูโรงเรียนสาธิตละอออุทิศ ในปัจจุบัน น้องคิตตี้สามารถพัฒนาศักยภาพของตนเอง สามารถก้าวเข้าสู่ห้องเรียนในระดับอนุบาล 3 ได้

มุมมองทัศนคติที่เปลี่ยนไป

      เด็กที่มีความบกพร่องไม่ใช่เด็กที่ไม่สามารถพัฒนาตนเองได้ ผู้ปกครองควรเปิดใจและยอมรับในตัวเด็ก โกจะต้องได้รับโอกาสและการเรียนรู้ที่เท่าเทียมกัน ครูจะต้องมีความเข้าใจ สามารถพัฒนาเด็กให้เติบโตขึ้นและสามารถใช้ชีวิตในสังคมได้

สิ่งที่ประทับใจ

          ครอบครัวจะเป็นพลังบวกแก่เด็กเป็นอย่างมาก ต้องยอมรับในสิ่งที่เด็กเป็น และกล้าที่จะพาน้องไปเจอโลกภายนอก เพื่อนทำให้เขาได้ใช้ชีวิตในสถานการณ์จริงได้

นำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้

          นำเทคนิคและวิธีการพัฒนาเด็กไปใช้ในการช่วยเหลือเด็กที่มีความบกพร่องได้ ข้าพเจ้ามีมุมมอง ทัศนคติที่เปลี่ยนไปจากเดิม เด็กสามารถช่วยเหลือตนเองได้ใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข



ตอบคำถามจากการดูวิดีโอ






ครั้งที่ 7

ตอบคำถามการศึกษาพิเศษ เราคือครอบครัวเดียวกัน

          น้องปอร์

1. มีอาการบกพร่องทางการออกเสียงในการพูดคุยสนทนากับครู

2 ครูใช้เทคนิคในการวาดรูปเท้าของน้องปอร์แล้วนำรูปเท้าที่วาดมาถามน้องว่านี่เป็นรูปเท้าของใครให้น้องค่อยๆออกเสียงขานชื่อตนเอง

3. ผู้ปกครองกังวลว่าลูกของตนจะมีพัฒนาการไม่เหมือนเด็กทั่วไป และไม่สามารถแยกจากแม่ทำอะไรไม่ได้

4. บกบาทของผู้ปกครอง เปิดโอกาสให้เด็กค่อยๆสอนให้เด็กรู้จักการรอคอยทำให้เด็กอยากที่จะมาโรงเรียนและได้ทำกิกรรมร่วมกับเพื่อนในห้อง

          น้องเสื้อเขียว

1. มีอาการบกพร่องทางการเคลื่อนไหว

2. ครูใช้เทคนิคในการให้เด็กได้ฝึกการเคลื่อนไหวและทรงตัวให้เด็กเดินตามที่คุณครูวางไว้

3. ผู้ปกครองกังวลว่าเด็กทำไม่ได้ พาเด็กมาแล้วเด็กจะได้อะไร กลัวการรบกวนผู้อื่น

4. บทบาทของผู้ปกครองได้เห็นพัฒนาการของเด็กว่าจะฝึกอย่างไร มีแนวทางและมีที่ปรึกษา คุณครูจะบอกวิธีให้ผู้ปกครองได้นำไปปฏิบัติต่อเด็กโดยการคอยสอนให้เด็กใจเย็นลง สื่อสารโดยใช้ความรู้สึกกับเด็กเรื่อยๆให้ผู้ปกครองเชื่อว่าเด็กทำได้พยายามเปิดโอกาสให้เด็กได้ดึงศักยภาพของตนเองออกมา

          น้องโฮบ

1. มีอาการบกพร่องทางอารมณ์และพฤติกรรม เด็กมักจะกรีดร้องเมื่อไม่ได้ดั่งใจ

2. ครูใช้เทคนิคสอนให้เด็กช่วยเหลือตนเอง ให้คำแนะนำกับผู้ปกครองในการปฏิบัติต่อเด็ก

3. ผู้ปกครองไม่เคร่งลูกมากเกินไป ไม่ควรขีดเส้นเด็กว่าต้องเรียนกับผู้อื่นได้

4. บทบาทของผู้ปกครองในขณะที่ลูกอยู่บ้านเราควรแทรกเข้าไปในกิจวัตรประจำวัน เวลาพูดสื่อสารกับเด็กอาจพูดออกมาไม่เป็นคำ ผู้ปกครองก็พยายามสอนเด็ก ถ้าจะพูดออกเสียงแบบนี้ ทำรูปปากแบบนี้ ให้กำลังใจเมื่อเด็กสื่อสารกับเราได้ และเด็กก็จะอยากสื่อสารกับเราต่อ

          น้องกาฟิว

1. มีอาการบกพร่องทางการออกเสียงในการสื่อสาร เมื่อน้องเครียดและสื่อสารกับคนอื่นไม่ได้ เด็กมักจะใช้มือตีหัวตนเอง

2 ครูใช้เทคนิคในการเปิดโอกาสให้เด็กได้บอก ค่อยๆพูดแล้วจะสื่อสารกันได้เข้าใจ

3. ผู้ปกครองกังวลเวลาเด็กเครียด เด็กมักจะใช้มือตีหัวตนเองอยู่เรื่อย ผู้ปกครองก็ไม่ไหวในการรั้งเด็กไมให้ตีหัวตนเอง เวลาสื่อสารกับผู้ปกครองไม่เข้าใจ

4. บทบาทของผู้ปกครองดีใจที่เด็กสามารถสื่อสารกับผู้อื่นได้.

          เด็กผู้หญิง

1. มีอาการบกพร่องทางสติปัญญาเด็กไม่มีสมาธิในการทำกิกรรม ไม่สามารถจดจ่อในการปฏิบัติกิจกรรมได้

2. ครูใช้เทคนิคในการสอนให้เด็กปรับพฤติกรมกระตุ้นเด็กอย่างต่อเนื่องทั้งที่บ้านด้วยและการสื่อสารต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

3. ผู้ปกครองต้องยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น ผู้ปกครองไม่มีเวลาในการดูแลเด็กอย่างเต็มที่ เมื่อเวลาผ่านไปเต็มที่ เราไม่สามารถที่จะซื้อเวลากลับมาได้

4. บทบาทของผู้ปกครองอย่าอายที่จะพาเด็กออกมาสู่โลกภายนอก เปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้หลายๆ ต้าน

ผู้ปกครองพูดคุยดูแลเด็กให้อยู่ในทิศทางเดียวกัน

          เด็กแฝด

1. มีอาการบกพร่องทางการเรียนรู้ กลัวที่จะปฏิบัติกิจกรรม ไม่กล้าที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ

2. ครูใช้เทคนิคในการฝึกเด็กให้จับผลเงาะแยกกับลูกบอล สอนให้เด็กได้เรียนรู้ค่อยๆ สัมผัสวัตถุที่ครูนำมาให้เด็ก

3. ผู้ปกครองต้องการให้เด็กฝึกการจับวัตถุและเคลื่อนไหวด้วยตนเอง

4. บทบาทของผู้ปกครองคอยสอนให้เด็กหยิบจับวัตถุเหมือนที่ครูสอน ผู้ปกครองต้องสร้างกำลังใจให้กับตนเอง

ก่อนเด็กถึงจะมีพลัง ไม่ปล่อยให้เด็กทำได้เพียงอย่างเดียว ต้องช่วยเหลือเด็กให้ได้มากที่สุด

 



 














ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

นางสาวปนัดดา ต้นหนองสรวง รหัส62121860224

นางสาวศิราพร ดัชถุยาวัตร รหัส62121860207

นางสาวอิศราวรรณ สืบสอน รหัสนักศึกษา62121860201