นางสาวณัฏฐ์ชัญญา สีวงออน รหัสนักศึกษา 62121860208
สรุปงานครั้งที่ 1 วันที่ 4 เดือนธันวาคม
พ.ศ.2563
ความรู้ที่ได้รับ
เด็กปฐมวัยที่มีความบกพร่องทางร่างกายการเคลื่อนไหว
หรือสุขภาพ สาเหตุเกิดจากสภาวะการระหว่างที่มารดาตั้งครรภ์ เป็นช่วงที่ทารกในครรภ์กำลังพัฒนาโดยเฉพาะ
3 เดือนแรกหากมีความผิดปกติจะทำให้ทารกที่คลอดออกมามีความพิการได้ สาเหตุจากโรคทางพันธุกรรม
มีการถ่ายทอดความผิดปกติทางสายเลือดเด็กในครรภ์อาจดิ้นไม่แรงเนื่องจากมีความผิดปกติทางร่างกาย
สาเหตุจากความผิดปกติระหว่างคลอด อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนระหว่างคลอด การคลอดก่อนกำหนด/หลังกำหนด
ทำให้เด็กมีปัญหาการหายใจหลังคลอด ความผิดของสมองได้
ได้รับความรู้เกี่ยวกับเด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็น
คือ บุคคลที่สูญเสียการเห็นตั้งแต่ระดับเล็กน้อยจนถึงตาบอดสนิทสาเหตุ คือความผิดปกติของดวงตา
1. เกิดจากความเสี่ยมสภาพกล้ามเนื้อตาหรืออุบัติเหตุ การไม่ถนอมสายตา กรรมพันธุ์ 2.
ความผิดปกติของสายตา เกิดจากโรคภัยไข้เจ็บ อุบัติเหตุที่เป็นอันตรายต่อดวงตา โรคบางอย่าง
เช่น เนื้องอกที่ตาเด็กส่งผลให้เด็กได้รับปัญหาตามมาคือด้านพัฒนาการเกิดข้อจำกัด
ทำให้เด็กไม่ได้รับข้อมูลไม่ได้ฝึกฝนทักษะทำให้เกิดความล่าช้าของพัฒนาการ ด้านพฤติกรรม
มักมีอารมณ์หงุดหงิดเกิดจากความไม่ได้ดั่งใจในตนเอง
เรียนรู้ถึงเด็กบกพร่องทางการได้ยิน คือ เด็กที่สูญเสียการได้ยินตั้งแต่
26 เดซิเบลเป็นต้นไป ทำให้สูญเสียการได้ยิน
เป็นเหตุให้รับฟังเสียงต่างๆได้ไม่ชัดเจน มี2ประเภทคือ
เด็กหูตึง เด็กหูหนวก สาเหตุเกิดจากกรรมพันธุ์และสภาพล้อมที่อยู่ใกล้ตัวเด็ก
อาจารย์ได้พาร้องเพลงทำท่าทางประกอบและให้ความรู้เพิ่มเกี่ยวกับเนื้อหาทำให้เข้าใจง่ายยิ่งขึ้น
มุมมองทัศนคติที่เปลี่ยนไป
เด็กทุกคนควรได้รับการดูแลช่วยเหลือเพื่อให้เรียนรู้การใช้ชีวิตประจำวัน
การดูแลตนเองเบื้องต้น ไม่ควรตัดสินใครจากสิ่งภายนอกควรให้โอกาสและส่งเสริมเพื่อให้เด็กได้แสดงศักยภาพของเขาเองและสามารถดำรงชีวิตต่อไปในสังคมได้
โดยออกแบบการดูแลช่วยเหลือเด็ก ตามลักษณะความจำเป็น และความต้องการของเด็กแต่ละคน
สิ่งที่ประทับใจ
ประทับใจการสอนของอาจารย์ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้แลกเปลี่ยนซึ่งกัน
และคอยชี้แนะในส่วนที่ยังไม่เข้าใจในเรืองนั้น มีกิจกรรมให้ทำระหว่างเรียนได้ทำกิจกรรมพร้อมกับเพื่อนๆ
และเป็นฝึกสมาธิกับกิจกรรมที่ทำลักษณะ
สิ่งที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน
สามารถนำความรู้ที่เรียนมาไปปรับใช้ได้ รู้ถึงเด็กที่มีความบกพร่องมีลักษณะต่างกันออกไป
ควรมีการดูแลเอาใจใส่ เห็นคุณค่าในตัวเด็ก
เปิดโอกาสให้แก่เด็กได้แสดงศักยภาพออกมาเข้าใจถึงความแตกต่างของเด็กเพื่อแก้ไขปัญหาหรือสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นได้
สรุปงานครั้งที่ 2 วันที่ 18
เดือนธันวาคม พ.ศ.2563
ความรู้ที่ได้รับ
ได้เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่ององค์ประกอบของการดูแลสุขภาวะเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ
หน่วยงานดูแลที่เกี่ยวข้องมีกรมสุขภาพจิตและกรมอนามัย ได้รับความรู้เกี่ยวกับความหมายเด็กที่บกพร่องทางด้านสติปัญญา
คือเด็กที่มี IQ หรือความฉลาดทางสติปัญญาต่ำกว่า 70
นั้นเอง (คนปกติจะอยู่ที่ประมาณ 100 ) เด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้
คือเด็กที่มีความผิดปกติในการทำงานของสมองบางส่วนที่เกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้
เช่น การอ่าน การเขียน การคิดคำนวณ สาเหตุเกิดจาก 1ปัจจัยทางชีวกาย
ได้แก่พันธุกรรม 2ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม และความบกพร่องของเด็กทางด้านการพูดและภาษา
คือเด็กที่มีความบกพร่องในหน่วยเสียง การใช้คำ ประโยค
การเปล่งเสียงและการใช้เสียงพูด สาเหตุทางด้านร่างกาย
เกิดจากอวัยวะการออกเสียงบางส่วนผิดปกติ ทางสภาพแวดล้อม
โดยธรรมชาติเด็กจะเลียนแบบสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวจากสิ่งที่ได้ยินเเละเห็นบ่อย ทางด้านจิตวิทยา
การที่เด็กได้รับความกระทบกระเทือนทางอารมณ์ทำให้เด็กขาดความมั่นใจในการพูด
มุมมองทัศนคติที่เปลี่ยนไป
ยอมรับเข้าใจความแตกต่าง ควรมีการวางแผนช่วยเหลือเด็กทั้งระยะสั้นระยะยาว
ใส่ใจดูแลรายเอียดฝึกฝนเด็กเป็นประจำ เพื่อให้สามารถพัฒนาททักษะ ส่งเสริมให้เด็กกล้าลงมือทำเพื่อเสริมสสร้างความมั่นใจในตัวเด็ก
สิ่งที่ประทับใจ
กิจกรรมเตรียมความพร้อมก่อนการเริ่มเข้าสู่เนื้อหาที่อาจารย์พาทำ
ทำให้ได้ฝึกมีสมาธิ มีความพร้อมในการเรียนและรับฟังเนื้อหา เนื้อหาที่เพื่อนนำมาเสนอทำให้ได้รับความรู้
ความเข้าใจ ถึงสาเหตุ ปัญหาต่างๆเกี่ยวกับเด็กที่มีความบกพร่องมากยิ่งขึ้น
สิ่งที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน
เข้าใจความแตกต่างในตัวเด็กมากยิ่งขึ้น
สามารถไปใช้สังเกตเด็ก ๆ ที่เราจะไปทดลองสอนในวันข้างหน้าได้ แต่ก็ไม่ควรวินิจฉัยเองว่าเด็กเป็นควรมีการรับรองจากแพทย์หรือผู้ปกครองก่อน
ดูแลเอาใจใส่และให้ความสำคัญกับเด็กทุกคนอย่างเสมอภาค
กิจกรรม:
สมมว่าเรามีลูกอายุ 4 ขวบ
ตัวเราเป็นเพียงครูธรรมดาและสามีเป็นครูพละ สอนวันจันทร์-ศุกร์
บ้านเกิดอยู่ที่จังหวัดอุบล และลูกเราเป็นเด็กพิเศษ
1.เราจะเปลี่ยนความคิดอย่างไร
2.มีวิธีการรับมือในการช่วยเหลือลูกอย่างไร
วิธีการรับมือต้องตกลงทำความเข้าใจให้กำลังใจซึ่งกัน
ศึกษาเรียนรู้เพิ่มเติมจากแพทย์ เรียนรู้อาการของลูกที่เป็นอยู่
ลักษณะนิสัยและพฤติกรรมที่แสดงออกมา ในฐานะที่เราเป็นครูปฐมวัย
ควรรู้สังเกตพัฒนาการของลูก
เพื่อที่จะได้รู้ว่าลูกของเรามีพัฒนาการในช่วงวัยไหนจะได้เสริมสร้างให้ถูก
จัดสรรเวลาให้เป็นระบบ เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมและแก้ไขปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นได้
ทำความเข้าใจกับคนที่เลี้ยงดูลูกเราในขณะที่เราไปสอน โดยเริ่มจากปฏิบัติตนให้ดูก่อน
เมื่อกลับมาถึงบ้านควรหากิจกรรมทำร่วมกันให้ได้มากที่สุด เมื่อพ่อเป็นครูพละจัดกิจกรรมออกกำลังกายการเต้นประกอบจังหวะร่วมกันเป็นประจำ
ส่วนเราก็จัดทำสื่อ กิจกรรมการเล่นเกมร่วมกันให้เหมาะสมกับลูก เพื่อพัฒนาทักษะ ไม่เเสดงกริยาหรืออาการหงุดหงิด ให้ลูกรู้สึกปลอดภัยใจใส่ดูแลให้ความอบอุ่น เข้านอนพร้อมกัน
เมื่อลูกหลับค่อยทำงานหรือจัดเตรียมสื่อการสอนต่อไม่ควรทิ้งหน้าที่ ส่งเสริมให้เขาทำในสิ่งที่ชอบ
เพื่อที่จะได้แสดงศักยภาพออกมา เพราะเด็กทุกคนมีศักยภาพอยู่ในตัว สอนให้เรียนกับการเข้ากับผู้อื่น
เรียนรู้การช่วยเหลือผู้อื่น ช่วยเหลือตนเองได้
เพื่อที่เขาจะได้เติบโตไปในสังได้อย่างมีความสุขและใช้ชีวิตต่อไปได้ ครอบครัวจึงเป็นกำลังใจสำคัญต่อเด็กพิเศษ
สรุปงานครั้งที่ ที่ 3 วันที่ 25 ธันวาคม 2563
ความรู้ที่ได้รับ
1.ปัจจัยเหตุทางด้านชีวภาพ
มีความเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม ความผิดปกติของมารดาขณะตั้งครรภ์ การคลอด 2.ปัจจัยเหตุด้านจิตใจ
เกิดจากการเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสมหรือปัญหาที่รุนแรงจนเด็กไม่สามารถปรับตัวได้
3.ปัจจัยเหตุด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม
อิธิพลจากคนรอบข้างนำไปสู่ ความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ของเด็กได้
มุมมองทัศนคติที่เปลี่ยนไป
เด็กแต่ละกลุ่มมีความบกพร่องและเกิดจากสาเหตุที่แตกต่างกัน
ดังนั้นดิฉันคิดว่าการได้รับการดูแลเอาใจใส่จากพ่อแม่ผู้ปกครอง ครู เป็นกำลังสำคัญที่ทำให้เด็กสามารถมีแรงสู้ต่อ เรียนรู้และทำความเข้าใจในตัวเด็ก คนเราไม่สามารเลือกเกิดได้
แต่เลือกที่จะเป็นและปลูกฝังสิ่งที่ดีให้กับเด็กได้
สิ่งที่ประทับใจ
ประทับใจในการนำเนื้อหา การตกแต่งผลงานของเพื่อนแต่ละกลุ่ม
ทำให้มีความน่าสนใจสามารถเรียนรู้เข้าใจความหมาย สาเหตุ ปัญหา หลักเกณฑ์การพิจารณา
ในเรื่องเด็กปฐมวัยที่มีความสามารถพิเศษ เด็กออทิสติก และเด็กปฐมวัยที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ได้ง่ายยิ่งขึ้น
สิ่งที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน
เราต้องข้าใจก่อนว่าเด็กไม่ได้ทำให้เกิดความแตกต่าง แต่เด็กทุกคนแตกต่างกัน ควรเรียนรู้และเข้าใจ ในความแตกต่างกันของเด็กแต่ละคน เสริมแรงทางบวกให้กับตนเอง เพื่อที่นำไปพัฒนาความรู้ ความสามารถ การสื่อความหมายการควบคุมอารมณ์ นำไปใช้กับอาชีพของเราได้ในภายหน้า
สรุปงานครั้งที่ ที่ 4 วันที่ 8 มกราคม
2564
ความรู้ที่ได้รับ
ได้ความรู้ในแบบคัดกรองแต่ละประเภทที่เพื่อนส่งข้อมูลมาให้
ว่ามีเกณฑ์การพิจารณาอย่างไร ลักษณะ/พฤติกรรมอย่างไรที่บ่งบอกว่าเด็กคนั้นเป็นเด็กพิเศษ
มุมมองทัศนคติที่เปลี่ยนไป
ได้ทราบถึงอาการของเด็กที่มีความบกพร่องด้านต่างๆ
มีลักษณะ/พฤติกรรมที่แตกต่างกันไป ซึ่งบางประเภทก็ไม่แสดงพฤติกรรมตามที่เราเข้าใจ
สิ่งที่ประทับใจ
ประทับใจในการทำงานของเพื่อนแต่ล่ะกลุ่ม
สามารถนำความรู้ที่เพื่อนส่งมาไปใช้ประโยชน์ และเข้าใจการสังเกตพฤติกรรมต่าง ๆ
ง่ายยิ่งขึ้น
สิ่งที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน
สามารถวิธีการสังเกตเด็กมาใช้กับเด็กนักเรียนที่เราต้องพบเจอได้
เพื่อให้เราทำความเข้าใจ เรียนรู้ กับเด็กให้ง่ายขึ้นด้วย
แบบคัดกรองเด็กพิเศษ 9 ประเภท
2. แบบคัดกรองบุคคลที่มีความบกพร่องทางการเห็น
3. แบบคัดกรองบุคคลที่มีความบกพร่องทางได้ยิน
5. แบบคัดกรองบุคคลที่มีความบกพร่องทางทางการเรียนรู้
6. แบบคัดกรองบุคคลที่มีความบกพร่องทางด้านการพูดและภาษา
7. แบบคัดกรองเด็กที่มีความสามารถพิเศษ
สรุปงานครั้งที่ 5 วันที่ 15 เดือนมกราคม พ.ศ.2564
ความรู้ที่ได้รับ
ความหมายของคำว่าเด็กพิเศษ คือ เด็กที่มีความต้องการพิเศษที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลช่วยเหลือเป็นพิเศษ ทั้งในด้านการใช้ชีวิตประจำวัน การเรียนรู้ และการเข้าสังคม เพื่อให้เด็กได้รับการพัฒนาศักยภาพ แบ่งเป็น 7 ประเภทดังนี้ ประเภทที่ 1 ก็คือได้บกพร่องทางการมองเห็น ประเภทที่ 2 พิการทางด้านการได้ยิน ประเภทที่ 3 เรื่องของอารมณ์และพฤติกรรม ประเภทที่ 4 เรื่องของสติปัญญา ประเภทที่ 5 ในเรื่องของการเคลื่อนไหวและสุขภาพ ประเภทที่ 6 เป็นเรื่องของปัญหาทางการเรียนรู้ ประเภทสุดท้ายเป็นบุคคลออทิสติก ในปัจจุบันสถานการณ์ภาวะของเด็กพิเศษเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะเด็กที่มีความต้องการพิเศษประเภทเด็กออทิสติกเด็กที่มีความบกพร่องในการเรียนรู้หรือเด็กแอลดีและเด็กสมาธิสั้นที่มีจำนวนถึง 2 ล้าน 5 แสนคน หรือประมาณ 1 ใน 5 ของเด็กในวัยเรียน ในระดับชั้นอนุบาลถึงมัธยมอายุ 3 -18 ปี ซึ่งเด็กในกลุ่มนี้มีทั้งอยู่ในระบบการศึกษาและนอกระบบการศึกษา ซึ่งขาดการส่งเสริมดูแลตามพัฒนาการเรียนรู้อย่างเข้าใจ เด็กในกลุ่มนี้มีทั้งอยู่ในระบบการศึกษาและนอกระบบการศึกษาซึ่งขาดการส่งเสริมดูแลตามพัฒนาการเรียนรู้อย่างเข้าใจ และกลุ่มนี้จึงมีความต้องการเฉพาะทางด้านการเลี้ยงดูในครอบครัวและการให้การศึกษาของโรงเรียนที่ต้องมีการจัดระบบการคัดกรองวินิจฉัยและดูแลอย่างเหมาะสม
นอกจากความผิดปกติทางพันธุกรรมและการเลี้ยงดูจะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เด็ก ๆ หลายคนกลายเป็นเด็กที่มีความต้องการพิเศษแล้ว อีกหนึ่งสาเหตุที่ก็สำคัญไม่แพ้กันก็คือเรื่องของภาวะโภชนาการนั่นเองเริ่มตั้งแต่ทารกในครรภ์มีอายุ 5 เดือนจนถึงเด็กอายุ 2 ขวบ โภชนาการเป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาสมองของเด็กๆมีผลต่อการสร้างเนื้อเยื่อสมองและป้องกันความพิการของสมอง หากช่วงเวลานั้นเด็กขาดโภชนาการที่ดี ก็จะส่งผลต่อระดับสติปัญญาการเรียนรู้จะต่ำและมีปัญหาพฤติกรรม
วิธีการสังเกตเด็กพิเศษง่ายๆ ประเภทที่ 1 เรื่องของการมองเห็น วิธีการสังเกตง่าย คือ ว่าเวลาที่เด็กเล่น เวลาเขียนหนังสือเขาจะหรี่ตาหรือว่ามองไม่ค่อยเห็นแล้วก็บ่นว่าไม่ชัด ประเภทที่ 2 คือ การได้ยินและอาการหูตึงหูหนวกปกติแล้วจะได้ยินเสียงที่ 20 เดซิเบล แต่ถ้าเด็กมีหูตึงอาจจะได้ยิน 30 40 เดซิเบล วิธีการสังเกตง่าย ๆ ดูว่าเวลาที่เราเรียกเด็กง่าย ๆ เด็กได้ยินไหมเมื่อใช้เสียงปกติเทียบกับเพื่อน ๆ หรือว่าพี่น้องใกล้เคียง ประเภทที่ 3 ก็คือเรื่องของอารมณ์และพฤติกรรม หรือเรียกว่าสมาธิสั้น มีอารมณ์หงุดหงิดง่ายหรือไม่อยากไปโรงเรียนเป็นกลุ่มของโรคกลัวโรงเรียนหรือว่ามีปัญหาเรื่องพฤติกรรมและอารมณ์ เมื่อเทียบกับเด็กในวัยเดียวกันการที่เด็กขี้ร้องหรือว่าโมโหง่ายก็น่าจะมีปัญหาเรื่องของอารมณ์และพฤติกรรม ประเภทที่ 4 ก็คือเรื่องของสุขภาพและการเคลื่อนไหว สังเกตได้ชัดเจนมาก มีการเจ็บป่วยเรื้อรัง แขนขาลีบ เป็นโปลิโอ ประเภทที่ 5 ความบกพร่องทางสติปัญญา การสังเกตพัฒนาการในการเดิน การคลาน การพูดช้ากว่าปกติ ประเภทที่ 6 ความบกพร่องทางการเรียนรู้ สังเกตได้จาก ก่อนวัยเรียนอาจพูดช้า ในวัยเรียนจะอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ประเภทที่ 7 บุคคลออทิสติก สังเกตได้จาก อาการก็คือมีพฤติกรรมแปลก ๆ ซ้ำ ๆ มีพัฒนาการทางด้านภาษาล่าช้า สุดท้ายก็คือมีปัญหาในเรื่องของทักษะทางด้านสังคม
เด็กพิเศษปัจจุบันมักหมายถึงกลุ่มเด็กที่มีความบกพร่องในด้านต่าง ๆ เท่านั้น แต่ปัจจุบันกระทรวงศึกษาธิการได้เพิ่มเด็กพิการ เด็กที่มีความสามารถพิเศษ หรือเด็กพิเศษกับกลุ่มเด็กยากจน และด้อยโอกาส ให้ถือว่าเป็นเด็กที่มีความต้องการพิเศษเช่นเดียวกัน แต่ต้องได้รับการดูแลและการจัดการศึกษาให้เหมาะสมกับพวกเขา
กระทรวงศึกษาธิการก็เลยจัดออกมาเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ๆ เพื่อให้การศึกษาอย่างทั่วถึงในเด็กจริง
ๆ การที่อยากให้ลูกเรียนได้ไม่ผิดแต่วัยของเด็กเหมาะสมแก่การเล่นปนเรียน สิ่งสำคัญที่สุดพ่อแม่ควรหัดเล่นกับลูกบ้าง ไม่ควรให้ลูกอยู่กับสื่อจนเกินไป
พ่อแม่ควรเข้าใจกันและกันให้มาก ๆ ทำหน้าที่อย่างดีที่สุดในการดูแลให้ความรักและความอบอุ่นให้เขามีทักษะในการช่วยเหลือตัวเองส่งเสริมให้เขาได้ทำกิจกรรมที่พัฒนาสติปัญญารอบด้าน
เพื่อที่เขาจะมีชีวิตดำเนินอยู่ในโลกนี้จะอยู่อย่างมีความสุข
มุมมองทัศนคติที่เปลี่ยนไป
จากเดิมที่เคยคิดว่าเด็กพิเศษคือเด็กที่มีความบกพร่องเพียงอย่างเดียว แต่จริงๆแล้วไม่ใช่ ปัจจุบันกระทรวงศึกษาธิการได้เพิ่มเด็กพิการ เด็กที่มีความสามารถพิเศษ หรือเด็กพิเศษกับกลุ่มเด็กยากจน และด้อยโอกาส ให้ถือว่าเป็นเด็กที่มีความต้องการพิเศษด้วย แต่ต้องได้รับการดูแลและการจัดการศึกษาให้เหมาะสมกับพวกเขา
สิ่งที่ประทับใจ
ประทับใจในการบรรยายของ ดร. พัชรินทร์ เสรี เข้าใจถึงคำว่าเด็กพิเศษมากขึ้น เด็กพิเศษไม่ใช่เด็กเอ๋อ เด็กโง่ แต่เขาคือเด็กที่มีความต้องการพิเศษที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลช่วยเหลือเป็นพิเศษ เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตในสังคมนี้ได้อย่างมีความสุขและไม่เดือดร้อนใคร
สิ่งที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน
ธีการสังเกตเด็กพิเศษแต่ละประเภทนั้นเองค่ะ ประเภทที่ 1 เรื่องของการมองเห็น วิธีการสังเกตคือ เวลาที่เด็กเขียนหนังสือ จะหรี่ตา หรือว่ามองไม่ค่อยเห็นแล้วก็บ่นว่าไม่ชัด ประเภทที่ 2 คือ การได้ยิน ดูว่าเวลาที่เราเรียกเด็กง่าย ๆ เด็กได้ยินไหมเมื่อใช้เสียงปกติเทียบกับเพื่อน ๆ หรือว่าพี่น้องใกล้เคียง ประเภทที่ 3 เรื่องของอารมณ์และพฤติกรรม มีอารมณ์หงุดหงิดง่ายหรือไม่อยากไปโรงเรียน โรคกลัวโรงเรียน ประเภทที่ 4 คือเรื่องของสุขภาพและการเคลื่อนไหว สังเกตได้ชัดเจนมาก มีการเจ็บป่วยเรื้อรัง แขนขาลีบ เป็นโปลิโอ ประเภทที่ 5 ความบกพร่องทางสติปัญญา การสังเกตพัฒนาการในการเดิน การคลาน การพูดช้ากว่าปกติ ประเภทที่ 6 ความบกพร่องทางการเรียนรู้ สังเกตได้จาก ก่อนวัยเรียนอาจพูดช้า ในวัยเรียนจะอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ประเภทที่ 7 บุคคลออทิสติก สังเกตได้จาก อาการก็คือมีพฤติกรรมแปลก ๆ ซ้ำ ๆ มีพัฒนาการทางด้านภาษาล่าช้า สุดท้ายก็คือมีปัญหาในเรื่องของทักษะทางด้านสังคม ดิฉันคิดว่าเราสามารถนำไปปรับใช้กับเด็กหรือหลานใกล้ ๆ บ้าน นักเรียนที่เราต้องเจอ เพื่อให้เข้าใจถึงสาเหตุ และช่วยกันแกไขและพัฒนาเด็กให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด
สรุปงานครั้งที่ 6 วันที่ 22 เดือนมกราคม พ.ศ.2564
ความรู้ที่ได้รับ
การช่วยเหลือในระยะแรกเริ่ม
หมายถึง การจัดโปรแกรมที่เป็นระบบในการให้บริการด้านต่าง ๆ แก่เด็กที่มีความเสี่ยงโดยเร็วที่สุดทุกระดับทันทีตั้งแต่แรกเกิด
แรกพบ หรือทันทีที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีความพิการ โดยมุ่งเน้นการให้การศึกษากับพ่อแม่และครอบครัว
ทั้งนี้มุ่งพัฒนาเด็กให้ได้รับบริการจากนักวิชาชีพที่หลากหลายทั้งด้านการศึกษา ด้านสุขภาพอนามัย
การบำบัดรักษา ตลอดจนป้องกันความพิการที่จะเกิดขึ้นเพื่อให้เด็กมีพัฒนาการไปตามขั้นตอนเช่นเดียวกับเด็กทั่วไป
หรือใกล้เคียงเด็กทั่วไปมากที่สุด
การช่วยเหลือเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษในระยะแรกเริ่มมีความสำคัญจึงควรเริ่มโดยเร็วที่สุด
ซึ่งการให้ความช่วยเหลือเร็วเท่าใดจะยิ่งทำให้เด็กได้รับประโยชน์มากขึ้นเท่านั้น โดยการช่วยเหลือควรครอบคลุมทั้งด้านสุขภาพอนามัย
ด้านจิตวิทยา และการศึกษา เพื่อช่วยให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีขึ้น
การช่วยเหลือในระยะแรกเริ่มสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษทั้งในต่างประเทศและประเทศไทยมีความเป็นมาที่ยาวนาน
ตลอดระยะเวลาการดำเนินงานมีการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านของการออกกฎหมายและการจัดบริการที่มุ่งเน้นการให้บริการอย่างทั่วถึง
และให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือเด็กที่มีความต้องการพิเศษมาอย่างต่อเนื่องทั้งการกำหนดเรื่องสิทธิที่เด็กพิการพึงได้รับและด้านการศึกษาที่จัดให้ตั้งแต่แรกเกิดหรือแรกพบความพิการโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายและต้องจัดอย่างมีคุณภาพและทั่วถึงอีกด้วย
ได้ดูเรื่องราวของน้องคิตตี้
น้องคิตตี้มีโครโมโซมคู่ที่ 7 ผิดปกติ
ส่งผลให้มีความบกพร่องทางการได้ยินมีรูปมือที่ผิดปกติ คล้ายกล้ามปู ช่องเพดานโหว่ทำให้มีปัญหาในการออกเสียง
การหายใจ ปัญหาทางสายตาจากรูปตาที่เล็กผิดปกติ ตอนนี้เรียนโรงเรียนสาธิตละอออุทิศ
เรียนรู้ถึงเป้าหมายหลักที่ครูต้องการพัฒนาและช่วยเหลือน้องคิตตี้คือ
การที่น้องคิดตี้สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการทำกิจวัตรประจำวันที่ต้องทำด้วยตนเอง
การแก้ไขและพัฒนาการออกเสียง การพูด การเขียน การร้องเพลง ครอบครัวและครูมีบทบาสำคัญมาก
จะช่วยให้น้องคิดตี้มีความพร้อมในการเรียน การเสริมสร้างพลังบวก
การนำจุดด้อยมาเป็นจุดเด่น เพื่อให้น้องเรียนรู้และอยู่กับผู้อื่นได้
มุมมองทัศนคติที่เปลี่ยนไป
เด็กทุกคนควรได้รับโอกาส ได้เรียนรู้หรือได้รับโอกาสของการเรียนรู้นั้นโดยเท่าเทียมกัน
คนเป็นครูนอกจากต้องความรู้ ต้องมีความเข้าใจและความสามารถ
ที่ทำให้เข้าโตได้อย่างเข้มแข็งพัฒนาให้เด็กเป็นไปตามวัย และสามารถให้เด็กอยู่ในสังคมได้
สิ่งที่ประทับใจ
ครอบครัวยอมรับ เปิดใจ มีพลังบวก บอกคิตตี้มีแค่นี้ไม่เท่าเพื่อนแต่หนูสามารถทำได้
เก่งแล้ว ดูแลเอาใจใส่ มีการเตรียมความพร้อมให้แก่ตัวเด็ก น้องเลยสามารถพัฒนาได้เร็ว
เพราะครอบครัวมีบทบาทสำคัญมาก
สิ่งที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน
เทคนิคและวิธีการพัฒนาเด็ก
การฝึกทักษะพื้นฐานต่าง ๆ ที่สามารถให้เด็กช่วยเหลือตนเองได้ การใช่สื่อที่แข็งแรง
ใช้รูปแบบหยิบจับได้ง่ายสามารถหยิบจับได้เลย หยิบจับแล้วไม่หักไม่งอ สามารถนำไปใช้เมื่อเราไปโรงเรียน
หรือเราเจอสถานการณ์แบบนี้ก็แก้ไขปัญหาได้มากขึ้น
ตอบคำถาม เรื่องเมื่อลูกพร้อม สังคมจึงพร้อม 👈คลิกที่นี้


































ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น