นางสาวรัตธิกาล ผลผกา หรัสนักศึกษา 62121860204

 

บันทึกครั้งที่ 1 วันที่ 4 ธันวาคม 2563

ความรู้ที่ได้รับ

          ได้รับความรู้เกี่ยวข้องกับความหมายและประเภทของเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ ความหมายของสุขภาวะและความสำคัญของสุขภาวะของเด็กปฐมวัย เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน เด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็น และการดูแลเด็กปฐมวัยที่มีความบกพร่องทางร่างกายการเคลื่อนไหวหรือสุขภาพ ทำให้เราได้รู้ว่าเด็กแรกเกิดถึงอายุ 6 ขวบ ที่มีความบกพร่องหรือพัฒนาการทางด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และสติปัญญา ที่แตกต่างจากเด็กปกติ รวมทั้งเด็กที่มีความสามารถพิเศษ การจัดประเภทของเด็กที่มีความพิการหรือความบกพร่องมีความแตกต่างกันไปตามวัตถุประสงค์ของการให้บริการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กำหนดไว้ 7 ประเภท ในขณะที่กระทรวงศึกษาธิการจัดประเภทเด็กพิการไว้เป็น 9 ประเภท ในขณะที่เด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษครอบคลุมถึงเด็กที่มีความบกพร่อง เด็กที่มีความสามารถพิเศษ และเด็กยากจนและด้อยโอกาส สุขภาวะที่บุคคลรับรู้ว่าตนเองมีความสุขอย่างเป็นองค์รวม ได้แก่ การมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง มีสุขภาพจิตที่ดี สามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม สุขภาวะมีความสำคัญทั้งในระดับบุคคล ครอบครัว ชุมชนและประเทศชาติ เด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษควรได้รับการพัฒนาให้เป็นคนที่มีสุขภาวะ มีร่างกายที่แข็งแรง มีสุขภาพจิตดี มีจิตใจที่ดีงาม สามารถเรียนรู้ฝึกทักษะต่าง ๆ อันนำไปสู่ความสามารถในการพึ่งตนเองและปรับตัวอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข  สาเหตุของความบกพร่องทางการเห็น 1.ความผิดปกติของดวงตาเกดจากความเสื่อมสภาพกล้ามเนื้อตาหรืออุบัติเหตุ 2.ความผิดปกติของสายตาเกิดจากโรคภัยไข้เจ็บ โรคบางอย่าง เช่นเนื้องอกที่ตา ปัญหาของความบกพร่องทางการเห็น ด้านพัฒนาการเกิดข้อจำกัดทำให้เด็กไม่ได้รับข้อมูลไม่ได้ฝึกทักษะทำให้เด็กเกิดความล่าช้าของพัฒนาการ ด้านพฤติกรรม มักจะมีอารมณ์หงุดหงิดและพฤติกรรมเกรี้ยวกราด อันเกิดความไม่ได้ดั่งใจ ด้านการเรียนรู้มักเกิดจากระบบการเรียนครูจะต้องใช้สื่อการสอนให้เหมาะสมกับเด็ก สาเหตุของความบกพร่องทางการได้ยินเกอดจากกรรมพันธุ์และสภาพแวดล้อม ปัญหาของความบกพร่อง พัฒนาการทางด้านสติปัญญา พัฒนาการทางด้านภาษา การปรับตัวทางสังคมและบุคลิกภาพ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สาเหตุของความบกพร่องทางร่างกายการเคลื่อนไหว สถานการณ์ระหว่างที่มารดาตั้งครรภ์ โรคทางพันธุกรรม ปัญญาของความบกพร่องทางร่างกายการเคลื่อนไหว ด้านร่างกาย ด้านจิตใจและอารมณ์          

ได้รับชมคลิปวิดีโอเกี่ยวกับเมื่อลูกมีแนวโน้มเป็นภาวะสมาธิสั้น คุณพ่อคุณแม่จะรับมือช่วยลูกอย่างไร  ในคลิปวิดีโอได้พูดเรื่องราวเกี่ยวกับเด็กสมาธิสั้น  คุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตพฤติกรรมของลูกได้  ถ้าไม่แน่ใจควรไปพบคนหมอเฉพาะทาง  ไม่ควรตีตราให้เด็กมีปมด้อยกับตนเอง การที่เด็กสมาธิสั้นหลักๆเราสามารถสังเกตได้โดยการที่เด็กไม่สามารถอยู่นิ่งๆได้เป็นเวลานาน ไม่มีสมาธิจดจ่อในบางสิ่งบางอย่างได้  มีพลังงานในตัวเยอะ  เราไม่สามารถบังคับให้เด็กมานั่งทำงานงานนั้นๆได้  ถ้าบังคับเด็กมากเกินไปจะเกิดการกดดันและสติแตกได้ ดังนั้นเราต้องปล่อยให้เด็กออกไปเล่นฟุตบอลหรือทำกิจกรรมต่างๆ

มุมมองทัศนคติที่เปลี่ยนไปจากการเรียนครั้งที่ 1

          จากที่เราเคยมองว่าเด็กสมาธิสั้นเป็นเด็กที่วอกแวกอยู่ไม่นิ่งขาดสมาธิทำอะไรนาน ๆ ไม่ได้ จากที่เราคิดว่าตนเองเป็นเด็กสมาธิสั้นแต่พอได้มาเรียนรู้และรับชมวิดีโอนี้ทำให้เรารู้ว่าเราไม่เด็กสมาธิสั้นและเราไม่ควรที่จะตีตราเด็กว่าเป็นเด็กสมาธิสั้น  เมื่อเรายังไม่รู้ผลที่แน่ชัด ถ้าเราตีตราเด็กมากเกินไปจะทำให้เด็กเกิดปมด้อยในตัวได้  และผู้ปกครองสามารถเอาผิดได้เกี่ยวกับการกล่าวหาเด็กว่าเป็นสมาธิสั้นถ้ายังไม่มีคำยืนยันที่แน่ชัด

สิ่งที่ประทับใจ

ประทับใจในกระบวนการเรียนการสอนของอาจารย์ โดยเป็นการสอนที่ไม่กดดันเด็ก เด็กมีความผ่อนคลาย ไม่กดดัน สนุกสนานเวลาไม่เข้าใจตรงไหนก็สามารถถามอาจารย์ได้เลยแบบไม่กลัวไม่เกรงและสามารถเรียนทำกิจกรรมได้อย่างเต็มที่โดยที่ไม่มีความเบื่อหน่าย          

นำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้

          การนำองค์ความรู้ใหม่ๆที่ได้รับและเรียนรู้มา ในเรื่องของความหมายและประเภทของเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ ความหมายของสุขภาวะและความสำคัญของสุขภาวะของเด็กปฐมวัย เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน เด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็น และการดูแลเด็กปฐมวัยที่มีความบกพร่องทางร่างกายการเคลื่อนไหวหรือสุขภาพ ไปปรับใช้ในการดุแลเด็กได้อย่างถูกต้อง ถูกวิธีและเกิดประโยชน์ต่อตัวเด็กอย่างมากที่สุด รวมไปถึงเรื่องของการเลือกใช้สื่อเพื่อให้เหมาะสมกับเด็กและเหมาะสมกับความจำเป็นเพื่อที่จะได้เกิดประโยชน์ตนเองและเด็กในการไปเป็นครูในอนาคตข้างหน้า


 





 บันทึกครั้งที่ 2 วันที่ 18 ธันวาคม 2563

ความรู้ที่ได้รับ

          ได้เรียนรู้เกี่ยวกับองค์ประกอบของการดูแลสุขภาวะเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ หลักการดูแลเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ แนวทางในการดูแลเด็กที่มีความต้องการพิเศษ เด็กบกพร่องทางสติปัญญา เด็กบกพร่องทางการเรียนรู้ เด็กที่มีความบกพร่องทางด้านการพูดและภาษา  ทำให้เราได้รู้ว่า การดูแลเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ เป็นกระบวนการที่ต้องมีการวางแผนหรือการออกแบบแผนการช่วยเหลือเด็กทั้งระยะสั้นและระยะยาว การดูแลเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษที่มีประสิทธิภาพ ต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญคือ ครอบครัวผู้เลี้ยงดูเด็ก สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย สถานบริการทางด้านสุขภาพ ระบบการช่วยเหลือในระยะแรกเริ่ม การสนับสนุนช่วยเหลือจากชุมชน และสื่อเทคโนโลยีเครื่องมือและสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานในการดูแลเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ หลักการดูแลปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ ได้แก่ การดูแลเด็กควบคู่ไปกับครอบครัว การส่งเสริมการประสานงานระหว่างครอบครัว สถานศึกษาและสถานบริการทางการแพทย์ การประเมินพัฒนาการและพฤติกรรมของเด็กเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง การจัดบริการช่วยเหลือระยะแรกเริ่ม การสร้างเสริมความร่วมมือของชุมชน การดูแลเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษให้มีสุขภาวะได้นั้น ครอบครัวมีบทบาทหลักในการดูแลเด็ก พ่อแม่หรือผู้ดูแลที่ใกล้ชิดเด็กควรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางในการดูแลเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษในระดับครอบครัว การดูแลเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษควรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางในการดูแลเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษในระดับชาติ เพื่อการบูรณาการงานด้านการจัดบริการทางการแพทย์ การจัดการศึกษาพิเศษ และหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในชุมชน สาเหตุของเด็กที่บกพร่องทางสติปัญญา สภาพทางพันธุกรรม ปัญหาระหว่างการตั้งครรภ์ ปัญหาระหว่างการคลอด การที่เด็กได้รับสารพิษ การขาดสารไอโอดีน ภาวะขาดสารอาหาร และการขาดเส้นใยประสาทขนาดใหญ่  ปัญหาของเด็กที่บกพร่องทางสติปัญญามักประสบปัญหาเกือบทุกด้านในการดำรงชีวิตประจำวันและพ่อแม่ได้รับความลำบากในการเลี้ยงดูบุตร  สาเหตุของเด็กบกพร่องทางการเรียนรู้ ปัจจัยทางชีวภาพ ได้แก่พันธุกรรม ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม เช่น ฐานะเศรษฐกิจของครอบครัว ปัญหาของเด็กบกพร่องทางการเรียนรู้ ปัญหาการพูดและการสื่อสาร ปัญหาการประสานการทำงานระหว่างตา-กล้ามเนื้อมือ-ขา ปัญหาสมาธิสั้น ปัญหาพฤติกรรมและจิตใจ และปัญหาด้านพื้นฐานการอ่านการเขียนและคณิตศาสตร์ สาเหตุของเด็กบกพร่องทางด้านการพูดและภาษา ด้านร่างกายเกิดจากอวัยวะการออกเสียงบางส่วนผิดปกติ เช่น ลิ้น ฟัน สภาพแวดล้อมโดยธรรมชาติเด็กจะเลียนแบบสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว ด้านจิตวิทยาการที่เด็กได้รับความกระทบกระเทือนทางอารมณ์ ปัญหาของการบกพร่องทางภาษา  คือ มีพัฒนาการล่าช้ากว่าวัย มีความยากลำบากในการใช้ภาษา

 

มุมมองทัศนคติที่เปลี่ยนไปจากการเรียน

ทำให้ตัวดิฉันเปลี่ยนมุมมองในเรื่องของการดูแล การเอาใจใส่ แนวทางต่าง ๆ ทั้งในการเรียนการสอนและการดูแลเด็กปฐมวัยที่ความต้องการพิเศษที่เปลี่ยนไป สิ่งแรกที่เราต้องทำนั้นคือการเข้าใจเด็ก เข้าใจว่าเด็กมีความต้องการอะไร สื่อการเรียนการสอนแบบไหน ประเภทไหนที่เหมาสมและถูกต้องตามความต้องการ ทำอย่างไรเด็กถึงจะมีการจดจำได้ดี

 

 สิ่งที่ประทับใจ

ประทับใจในกระบวนการเรียนการสอนของอาจารย์ โดยเป็นการสอนที่ไม่กดดันเด็ก เด็กมีความผ่อนคลาย ไม่กดดัน สนุกสนานเวลาไม่เข้าใจตรงไหนก็สามารถถามอาจารย์ได้เลยแบบไม่กลัวไม่เกรงและสามารถเรียนทำกิจกรรมได้อย่างเต็มที่โดยที่ไม่มีความเบื่อหน่าย          

นำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้

 การนำองค์ความรู้ใหม่ๆที่ได้รับและเรียนรู้มา ในเรื่องขององค์ประกอบของการดูแลสุขภาวะเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ หลักการดูแลเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ แนวทางในการดูแลเด็กที่มีความต้องการพิเศษ เด็กบกพร่องทางสติปัญญา เด็กบกพร่องทางการเรียนรู้ เด็กที่มีความบกพร่องทางด้านการพูดและภาษา   ไปปรับใช้ในการดุแลเด็กได้อย่างถูกต้อง ถูกวิธีและเกิดประโยชน์ต่อตัวเด็กอย่างมากที่สุด รวมไปถึงเรื่องของการเลือกใช้สื่อเพื่อให้เหมาะสมกับเด็กและเหมาะสมกับความจำเป็นเพื่อที่จะได้เกิดประโยชน์ตนเองและเด็กในการไปเป็นครูในอนาคตข้างหน้า

 

กิจกรรม:สมมติว่าเราเป็นครูธรรมดาเธอเป็นครูปฐมวัย มาอาศัยอยู่ในเมืองสุรินทร์สามีเป็นครูพละโรงเรียนเมืองอยู่กันสองคนผัวเมียมีลูกคนแรกชื่อน้องอัตเตอร์เจเด็กอายุ 4 ขวบ บ้านเกิดของเธอทั้งสองคนอยู่ที่อุบลราชธานีไกลจากพี่น้องมาทำงานไกลที่นี่แล้วที่นี้ลูกเป็นเด็กพิเศษสิ่งที่เธอต้องคิด

          1.เราจะเปลี่ยนความคิดอย่างไร

ในสิ่งแรกที่ควรจะต้องทำเลย คือเราต้องปรับเปลี่ยนความคิดของตัวเราและความคิดของสามีทำความเข้าใจปรึกษา พูดคุย กับบุคคลในครอบครัวเพื่อให้เกิด ความเข้าใจตรงกันและจะได้ปฏิบัติต่อเขาอย่างเหมาะสมมากขึ้น และศึกษาทำความเข้าใจถึงความหมายของคำว่าเด็กพิเศษให้เข้าใจอย่างดี แล้วเริ่มปรับเปลี่ยนทัศนคติความคิดไปในทางที่ดี

          2.มีวิธีการรับมือในการช่วยเหลือลูกอย่างไร

วิธีการรับมือต้องตกลงทำความเข้าใจให้กำลังใจซึ่งกัน ศึกษาเรียนรู้เพิ่มเติมจากแพทย์ เรียนรู้อาการของลูกที่เป็นอยู่ ลักษณะนิสัยและพฤติกรรมที่แสดงออกมา พูดคุยทำความเข้าใจเพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกันและจะได้ปฏิบัติต่อเขาอย่างเหมาะสมมากขึ้น เข้าใจในตัวลูกมากขึ้น ดูแลเอาใจใส่ลูกให้มากๆ หมั่นสังเกตพฤติกรรมของลูกอยู่บ่อยๆ ส่งเสริมพัฒนาการที่ดีในด้านต่างๆ ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคมและสติปัญญาให้กับลูกเพื่อที่จะเกิดการพัฒนาได้

3.วิธีการดูแลลูกวันจันทร์-วันศุกร์อย่างไร

          คุณพ่อคุณแม่ต้องมีพี่เลี้ยงในการดูแลเด็กเมื่อคุณพ่อคุณแม่ไปทำงานในฐานะที่เราเป็นครูปฐมวัย ควรรู้สังเกตพัฒนาการของลูก เพื่อที่จะได้รู้ว่าลูกของเรามีพัฒนาการในช่วงวัยไหนจะได้เสริมสร้างให้ถูก จัดสรรเวลาให้เป็นระบบ ทำความเข้าใจกับคนที่เลี้ยงดูลูกเราในขณะที่เราไปสอน เมื่อกลับมาถึงบ้านควรหากิจกรรมทำร่วมกันให้ได้มากที่สุด เมื่อพ่อเป็นครูพละจัดกิจกรรมออกกำลังกายการเต้นประกอบจังหวะร่วมกันเป็นประจำ ส่วนเราก็จัดทำสื่อ กิจกรรมการเล่นเกมร่วมกันให้เหมาะสมกับลูก




 


บันทึกครั้งที่ 3 วันที่ 25 ธันวาคม 2563

1. ความรู้ที่ได้รับ

  ได้รับความรู้เกี่ยวกับความหมายเด็กที่บกพร่องทางพฤติกรรมหรืออารมณ์ คือเด็กที่แสดงพฤติกรรมหรืออารมณ์ไม่เหมาะสม เบี่ยงเบนไปจากเด็กทั่วไป จะส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้และพฤติกรรมของเด็ก สาเหตุเด็กที่บกพร่องทางพฤติกรรมหรืออารมณ์ ด้านชีวภาพ ด้านจิตใจ ด้านสังคม สิ่งแวดล้อมปัญหาเด็กที่บกพร่องทางพฤติกรรมหรืออารมณ์ ด้านความสามารถในการเยนรู้ ด้านร่างกาย เด็กออทิสติก คือเด็กที่มรความสามารถปฏิสัมพันธ์กับผู้คนในสังคม พัฒนาการด้านภาษาด้อยกว่าผู้อื่น สาเหตุเด็กออทิสติก ปัญหาเด็กออทิสติก และเด็กปฐมวัยที่มีความสามารถพิเศษ คือเด็กที่มีความสามารถอันโดดเด่นด้านสติปัญญา การใช้ภาษา การเป็นผู้นำ ศิลปะการแสดง กีฬา มีIQ 130 ขึ้นไป ปัญหาเด็กปฐมวัยที่มีความสามารถพิเศษ การมีพื้นเพหรือภูมิหลังที่แตกต่างกัน ข้อบกพร่องในการเรียนรู้

 2. มุมมองทัศนคติที่เปลี่ยนไป

                เด็กที่มีความบกพร่องต้องได้รับการอบรมเลี้ยงดูเป็นพิเศษ ทั้งในเรื่องการส่งเสริมสุขภาวะ โภชนาการ ความปลอดภัยล้วนสำคัญมาก รวมไปถึงการเรียนการเล่นของเด็กและการเอาใจใส่ทุกรายละเอียดของเด็ก เด็กที่มีพัฒนาการเฉลียวฉลาดควรส่งเสริมทักษะความรู้ ความสามารถของเด็กที่เด็กชอบและส่งเสริมการเรียนรู้ให้กับเด็กต่อไป

 3. สิ่งที่ประทับใจ                                                                 

                ประทับใจในการนำเสนองานของเพื่อนทั้ง 3 กลุ่ม ที่ได้อัดคลิปนำเสนอเด็กที่บกพร่องทางพฤติกรรมหรืออารมณ์ เด็กออทิสติก และเด็กปฐมวัยที่มีความสามารถพิเศษ ทำให้ข้าพเจ้าได้รับความรู้ ความเข้าใจ ถึงสาเหตุ ปัญหาต่างๆและได้รับความรู้เกี่ยวกับเด็กที่มีความสามารถพิเศษเพิ่มมากขึ้น เพื่อนแต่ละกลุ่มพูดได้อย่างคล่องแคล่วชัดเจนมีความมั่นใจในการพูดทำให้ฟังดูแล้วเข้าใจง่ายไม่งงหรืสับสน

4. นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

  การนำองค์ความรู้ใหม่ๆที่ได้รับและเรียนรู้มา ในเรื่องของเด็กที่บกพร่องทางพฤติกรรมหรืออารมณ์ เด็กออทิสติก เด็กปฐมวัยที่มีความสามารถพิเศษ ไปปรับใช้ในการดุแลเด็กได้อย่างถูกต้อง ถูกวิธีและเกิดประโยชน์ต่อตัวเด็กอย่างมากที่สุด ด้านการใช้ชีวิตและการปรับตัวให้เข้ากับสังคมเมื่อพบเจอกับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ เราควรมีความรู้ติดตัว และทำความเข้าใจ มีทักษะต่างๆรอบตัว และสามารถถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้ที่ขาดความรู้ในเรื่องการดูแลเด็กที่มีความต้องการพิเศษได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมรวมไปถึงเรื่องของการเลือกใช้สื่อเพื่อให้เหมาะสมกับเด็กและเหมาะสมกับความจำเป็นเพื่อที่จะได้เกิดประโยชน์ตนเองและเด็กในการไปเป็นครูในอนาคตข้างหน้า




 บันทึกครั้งที่ 4 วันที่
1.แบบคัดกรองเด็กที่บกพร่องทางการเห็น

2.แบบคัดกรองเด็กที่บกพร่องทางการได้ยิน

3.แบบคัดกรองเด็กที่บกพร่องทางร่างกายหรือการเคลื่อนไหวหรือสุขภาพ



4.
แบบคัดกรองเด็กที่บกพร่องทางการพูดและภาษา




5.แบบคัดกรองเด็กที่บกพร่องทางการเรียนรู้





6.แบบคัดกรองเด็กที่มีความสามารถพิเศษ





7.
แบบคัดกรองเด็กที่บกพร่องออทิสติก



8.แบบคัดกรองเด็กที่บกพร่องทางพฤติกรรมหรือารมณ์



9.แบบคัดกรองเด็กที่บกพร่องทางสติปัญญา


บันทึกครั้งที่ 5  วันที่ 15 มกราคม 2564

ความรู้ที่ได้รับ

          จากการดูคลิปวีดีโอ เรื่อง เด็กพิเศษ

          บางคนให้คำนิยามว่า “เด็กพิเศษ” คือเด็กเอ๋อ เด็กโง่ เด็กที่ไม่สามารถพัฒนาตนเองได้แต่ความเป็นจริงคำว่า เด็กพิเศษ เรียกเต็ม ๆ ว่า เด็กที่มีความต้องการพิเศษ ที่จำเป็นต้องได้รับการดูแล ช่วยเหลือเป็นพิเศษ  ทั้งในด้านการใช้ชีวิตประจำวัน การเรียนรู้ และการเข้าสังคม เพื่อให้เด็กได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพในสมัยก่อนนั้นได้จัดกลุ่มประเภทของเด็กพิเศษเป็น 5 ประเภท หลังจากนั้นปรับเปลี่ยนเป็น 6 ประเภท และปัจจุบันคือ 7 ประเภทดังนี้

1.       บุคคลที่มีความบกพร่องทางการเห็น

2.       บุคคลที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน

3.       บุคคลที่มีปัญหาทางอารมณ์ และพฤติกรรม

4.       บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา

5.       บุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือสุขภาพ

6.       บุคคลที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ (LD)

7.       บุคคลออทิสติก

ในปัจจุบันมีเด็กออทิศติกเพิ่มมากขึ้น จำนวน2.5 ล้านคน ในวัยเรียนระดับชั้นอนุบาลถึงมัธยม อายุ3-18 ปี มีทั้งในระบบและนอกระบบการศึกษาศึกขาดการพัฒนาการส่งเสริมทางการเรียนรู้ จากโรงเรียน คนรอบข้างแบะครอบครัว การที่ผู้ปกครองให้ลูกเล่นแต่โทรศัพท์ทำให้เด็กขาดกานเข้าร่วมสังคม ทำให้พัฒนาการด้านสังคม อารมณ์ มีปัญหา

วิธีการสังเกตเด็กพิเศษ

1.       บุคคลที่มีความบกพร่องทางการเห็น

      จะสังเกตเด็กได้ง่าย คือ เวลาโกเขียนหนังสือจะหรี่ตา บ่นว่ามองไม่ชัด

2.       บุคคลที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน

โดยคนปกติได้ยินเสียงที่ 20 เดซิเบล ส่วนเด็กที่มีความบกพร่องอาจได้ยินที่ 30-40 เดซิเบล จะสังเกต

เด็กโดยการเรียกดูว่าเด็ดหันมาหรือไม่ ถ้าไม่ได้รับการช่วยเหลือจะมีอาการคล้ายเด็กสมาธิสั้น

3.       บุคคลที่มีปัญหาทางอารมณ์ และพฤติกรรม

เราอาจทราบเมื่อเด็กโตขึ้นมาหน่อย เด็กจะมีการซึมเศร้า หงุดหงิด ไม่อยากไปโรงเรียน

4.       บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา

สังเกตได้ตั้งแต่ในวัยเด็กจะมีพัฒนาการล่าช้า การเคลื่อนไหว การคลาน การพูดช้ากว่าปกติ

5.       บุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือสุขภาพ

จะสังเกตได้ชัดเจนมาก เด็กจะมีการเจ็บป่วยเรื้อรัง แขนขาลีบ เป็นโปลิโอ

6.       บุคคลที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ (LD)

เราจะสังเกตได้ยากมาก เด็กคล้ายกับเด็กปกติ เราสังเกตเด็กอาจมีพัฒนาการล่าช้า พูดช้า

7.       บุคคลออทิสติก

เด็กจะมีพฤติกรรมที่แปลกๆ ซ้ำๆ มีพัฒนาการกชด้านภาษาล่าช้า มีปัญหาทักษะในด้านสังคม เช่น         เล่นกับเพื่อนคนอื่นไม่ได้

นอกจากนี้การเลี้ยงดูเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เด็กอาจเป็นเด็กที่มีความต้องการพิเศษ อีกหนึ่งสาเหตุคือ เรื่องของโภชนาการ เพราะถ้าเด็กได้รับโภชนาการที่ดีจะส่งผลต่อสติปัญญา หากเด็กไม่ได้รับโภชนาการที่ดีจะส่งผลต่อพฤติกรรมทันที

 

มุมมองทัศนคติที่เปลี่ยนไป

          เมื่อเราได้ดูวีดีโอเมื่อสักครู่ ทำให้เราได้เข้าใจถึง ความหมายของเด็ก วิธีการง่าย ๆ ในการสังเกตเด็กพิเศษ จากแต่ก่อนเราคิดว่าการอยู่ไม่นิ่งทำอะไรนาน ๆ ไม่ได้สมาธิสั้น ว่าเป็นเด็กเอ๋อ แต่ที่จริงแล้วเขาเป็นเด็กออทิสติกเทียมไม่ใช่เด็กออทิสติกแท้นั่นเองค่ะ

สิ่งที่ประทับใจ

         ประทับใจที่ถึงแม้ไม่ได้มีการเรียนการสอนในห้องเรียน แต่อาจารย์สามารถแชร์ความรู้ให้นักศึกษาได้ศึกษาและทำความเข้าใจมากขึ้นวิดีโอนี้มีประโยชน์มากต่อนักศึกษา

นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    การนำองค์ความรู้ใหม่ๆที่ได้รับและเรียนรู้มา ในเรื่องของเด็กพิเศษเราไม่ควรตีตราเด็ก ก่อนที่ยังไม่ได้ศึกษาหรือทำความเข้าใจ และตอนนี้ดิฉันได้ศึกษาและทำความเข้าใจและจะนำความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน  

คำถามและคำตอบแบบอัตนัย

บันทึกครั้งที่ 6

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

นางสาวปนัดดา ต้นหนองสรวง รหัส62121860224

นางสาวศิราพร ดัชถุยาวัตร รหัส62121860207

นางสาวอิศราวรรณ สืบสอน รหัสนักศึกษา62121860201